ตอนที่๓

 

 พอรถสองแถววิ่งผ่านสี่แยกไฟแดง ตรงไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวซ้ายลงซอยเล็กๆ เข้าโรงแรม โทรี่ก็เอื้อมมือขึ้นตั้ง ใจกดกริ่งให้รถจอด หากหล่อนต้องชะงัก เพราะมีมือขาวๆ ของชายหนุ่มอีกคนเอื้อมไปถึงเสียก่อน

 “คุณพักที่นี่หรือครับ”

 ทั้งๆ ที่รู้อยู่แกใจเขาก็ยังอยากถาม

“ เราพักโรงแรมนี้ค่ะ”

 หล่อนตอบเขา ขณะที่เดินไปจ่ายค่าโดยสารที่คนขับ

“บ้านของผมอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่คุณพัก”

 เขาชี้มือให้หล่อนดูบ้านที่มองเห็นเพียงสลัวในเงามืด

“เป็นอู่รถซ่อมรถ และมีรถให้เช่า ถ้าคุณคิดจะเช่ารถสักคันก็เชิญที่อู่ของผมเลยนะครับ ถามหาผมได้เลย ผมชื่อ ตรีดนัย”

หล่อนยิ้มยินดี แล้วส่งมือออกไปทักทาย

                “ ยินดีที่รู้จักค่ะคุณตรีดนัย ฉันชื่อก้านทองค่ะ”

  เด็กน้อยอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น แม่ก้านของเขาให้ใครก็ไม่รู้จับมือ อารมณ์โกรธแบบเด็กๆ วิ่งพล่านไปหมด หากเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนกอดอกหน้าหมุ่ยปากยื่นใส่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนที่ทำท่าจะติดใจแม่ก้านของเขาเข้าแล้วอีกคน

ตรีดนัยมองท่าทางกวนๆ ของเด็กชายยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“ลูกชายของคุณน่ารักนะครับ”

                 หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ขัดเขินไม่ยอกกับบทบาทแม่ที่ตัวเองกำลังเล่นอยู่

“เหยี่ยวเขาเหมือนพ่อเขาคะ”

 หล่อนตอบส่งๆ เพราะยังไงเด็กชายก็ไม่มีเค้าของหล่อนอยู่แล้ว

เขายิ้มเก๋ ตาดำขลับในกรอบชั้นเดียวมีประกายประหลาด

“ชื่อเหยี่ยว...แหมชื่อเก๋ดีนะครับ ตาคมเหมือนตาเหยี่ยวเลยนะครับ”

                โทรี่พยักหน้าเห็นด้วย ก้มหน้ามองหน้าเล็กๆ ที่ซุกอยู่ข้างลำตัวของหล่อนอย่างเอ็นดู

“พ่อเขาตั้งให้คะ”

หล่อนเดาส่งอีกครั้ง

“แปลกดีค่ะ แต่ก็เหมือนกับตัวเขา”

 เจ้าหนูผู้เป็นเจ้าของบทสนทนาถอนใจดังเฮือก เมื่อบทสนทนาไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง

 ตรีดนัยหันไปมองเด็กชาย

“ง่วงหรือครับ”

เจ้าหนูเลยตีขลุมอ้าปากหาวทันที เป็นผลให้อีกฝ่ายจำใจบอกลาอย่างเสียดาย

“ เห็นทีผมต้องไปแล้วละครับ เอาไว้ถ้าคุณจะเช่ารถจริงๆ ค่อยเจอกัน”

“เชิญค่ะ…ขอบคุณมากนะคะ…เรื่องเช่ารถฉันขอคิดดูก่อน ถ้าตกลงยังไงพรุ่งนี้ฉันจะไปให้คำตอบ”

“ด้วยความยินดีครับ”

เขารับคำด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางโบกมือให้กับเด็กชายที่หล่อนบอกเขาว่าเป็นลูก เจ้าหนูทำตาขวาง และใช่ว่า หญิงสาวจะมองไม่เห็น หากหล่อนก็ทำเฉย หันไปโบกมืออำลาชายหนุ่มแปลกหน้าท่าทางเป็นมิตรผู้นั้นแล้วจึงหันกลับ มาจูงแขนเล็กๆ ของบุตรชายกำละมอของตัวเองกลับเข้าโรงแรมไป

 

“ กริ๊งๆ…กริ๊งๆ ”

 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นติดหลายครั้งติด ทำให้ร่างที่เหยียดยาวบนที่นอนหนานุ่มผวาตัวตื่น คว้ามือไปที่โต๊ะข้าง เตียงทั้งๆ ที่ตายังหลับอยู่

“นายอินครับ”

เขากรอกเสียงห้วนๆ ลงไปอย่างไม่ใคร่สบอารมณ์นักที่ถูกปลุกให้ตื่นจากนิทรารมณ์

“ อินหรือคะ นี่แพทพูดนะคะ อินกำลังทำอะไรอยู่คะ”

 เสียงเล็กหวานดังแว่วมาตามสาย ทำให้คนที่นอนเยียดยาวอยู่บนที่นอนนึกถึงใบหน้าสวยหวานของหล่อนขึ้น มาทันที

“ ครับ! กำลังฟังแพทพูดอยู่ครับ”

“ แหมอินก็ …”

เสียงของหล่อนออดอ่อยเง้างอน

“แพทไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นสักหน่อย”

หากเป็นเวลาปกตินายอินคงไม่ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับหล่อน แต่เพราะความอ่อนเพลียจากการกรำงานมาตลอด ทั้งคืนทำให้นายอินรู้สึกรำคาญเสียงออดอ้อนจนอยากวางหูโทรศัพท์ทิ้งไป

“ แพท..”

เขาเรียกหล่อนพยายามทำเสียงให้่เป็นปกติที่สุด

“ถ้าไม่มีธุระด่วนอะไร ก็เอาไว้คุยกันวันหลังก็แล้วกันนะครับ วันนี้ผมเหนื่อย”

“ โธ่!... อินทร์ขา…แพทคิดถึงอินนี่คะ โทรมาทีไรก็ไม่เคยเจออินสักที”

 หล่อนตัดเพ้อต่อว่าเขา คนที่โดนต่อว่าสลัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่งหน้าตายุ่งเหยิง 

“ ผมไม่ได้นอนทั้งคืนเลยนะครับแพท เอาไว้คุยกันวันหลังก็แล้วกันนะครับ แค่นี้นะแพท สวัสดีครับ”

เขารีบวางหูลงไป  เอื้อมือกระตุกสายโทรศัพท์ให้หลุดออกจากปลั๊ก  เพราะฟังจากน้ำเสียงของหล่อนแล้วคงไม่ เข้าใจอะไรง่ายนัก  จากนั้นเขาก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง วันนั้นทั้งวันเขาหลับสนิทและฝันดีอย่างประหลาด…

โทรี่ตื่นแต่เช้าเพราะความเคยชิน หล่อนเหลือบตาดูร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา ใจอยากค้นกระเป๋า ของเด็กชายดู  เพื่อจะส่งข่าวถึงพ่อหรือญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ได้รับรู้ แต่นิสัยที่ไม่คุ้นเคยกับการรื้อค้นกระเป๋าของคน อื่น เลยได้แต่นั่งมองหน้าใสๆ นั้นเพลินจนลืมเรื่องที่คิดไว้ตั้งแต่แรกเสียสนิท

 พอเจ้าหนูตื่น คุณแม่จำยอมก็ไล่ให้ไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จเขาก็ใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่พันรอบตัวเดินออกมา เขาค้นกระเป๋าตัวเอง เด็กน้อยยิ้มแห้ง เพราะในกระเป๋าที่แบกมาตลอดทางนั้นมีแต่ตระหลับเกมหลากหลายชนิดอัดแน่น มาเต็ม

หญิงสาวทอดถอนใจ พยักหน้าบอกเจ้าหนูให้สวมชุดเก่าจากเมื่อวาน แล้วจัดแจงเช็ดผมให้เขาจนแห้งสนิท หน้าเล็กๆ ในกรอบผมสีดำเข้มหยักสลวยยิ้มร่า เพราะปกติบิดาของเขามักจะเช็ดผมให้เป็นประจำ แต่มือของบิดาไม่เบา  และไม่มีอกนุ่มๆ ให้พักพิงเหมือนแม่ก้านของเขาคนนี้ เด็กน้อยเพิ่งรู้ว่าการมีแม่นั้นดียังไง และอยากมีแม่ขึ้นมาจริงๆ  เหมือนคนอื่นเขาบ้าง

เด็กชายบังคับความคิดของตัวเองให้หยุดลงแค่นั้น เขาขอเพียงให้วันนี้ผ่านไปด้วยดี ไม่มีการส่งเขาขึ้นรถกลับ บ้านไป อยากตามหล่อนไปทุกหนทุกแห่ง ไปไหนก็ได้ที่มีหล่อนโดยไม่เกี่ยงงอนอะไรทั้งนั้น

 “เสร็จแล้ว..ไปแต่งตัวได้”

 หล่อนผลักเด็กชายออกไปข้างหน้าเบาๆ

“ ขอบคุณฮะ”

 เขาพนมมือไหว้ขอบคุณอย่างเด็กที่ผ่านการอบรมมาอย่างดี

 โทรีพยักหน้ายิ้มสดใส แล้วเดินไปหยิบโน่นหยิบนี่ลงกระเป๋าสะพายไว้บนบ่า ก่อนจะเดินตรวจดูความเรียบ ร้อยของห้องก่อนจะดึงประตูปิดลง อาหารเช้าในโรงแรมนั้นไม่เลวนัก เด็กชายทานข้าวผัดอเมริกันที่โทรี่เองไม่เข้าใจถึงต้นกำเนิดของชื่อ 

“ ทำไม แม่ก้านถึงทานน้อยจังฮะ”

 เขาถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายทานขนมปังไปเพียงชิ้นเดียว 

ไหล่บางไหวเล็กน้อยด้วยความเคยชิน

“ปกติแม่ก้านไม่ทานอะไรในตอนเช้านอกจากกาแฟ แต่วันนี้พิเศษหน่อย มีขนมปัง”

“ เหมือนพ่อเลยฮะ แต่… พ่อไม่ชอบตื่นเช้าเหมือนแม่ก้านหรอกฮะ”

“หรือคะ”

 หล่อนทำหน้าเหมือนสนใจเต็มที่

“จริงฮะ”

น้ำเสียงของเขาบอกความภูมิใจ เมื่อเล่าเรื่องถึงผู้ให้กำเนิด

“พ่อชอบนอนดึก แต่ตื่นสาย”

 โทรีพยักหน้ารับฟังเรื่อยๆ จำได้บ้างจำไม่ได้บ้างว่าเด็กชายพูดอะไร เพราะกำลังคิดหาเช่ารถสักคัน หล่อนคิด ไปไกลถึงการขับรถไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น และมีเด็กชายวัยน่ารักเป็นเพื่อนร่วมทางแก้เหงา โดยลืมนึกถึงปัญหาที่ จะตามมาทีหลัง

เด็กชายเหยี่ยวเห็นหญิงสาวเงียบไปนานก็เป็นกังวลว่า อีกฝ่ายกำลังคิดจะส่งเขาขึ้นรถไปกลับเชียงใหม่ เลยนั่ง ไม่ติดที่

“ แม่ก้านคิดอะไรอยู่ฮะ”

                หล่อนยิ้ม

“แม่ก้านกำลังคิดว่า จะเช่ารถสักคัน”

                เจ้าหนูขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“ แม่ก้านหมายความว่า จะเช่ารถจากอู่ของอีตาตรีดนัยคนนั้นหรือฮะ”

โทรี่ส่ายหน้า ตาสีน้ำตาลใสขมีแววจริงจัง

“ ฮื่อ  ไม่เอาพูดไม่ดีเลย”

เด็กน้อยหน้าเสีย

“แม่ก้านขอโทษ”

หล่อนรีบปลอบ  เพราะไม่อยากให้เช้าอันสดใสหมองหม่นลงไปเพราะน้ำตาของคนใดคนหนึ่ง

“แต่เหยี่ยวต้องสัญญากับแม่ก้านด้วยว่าจะทำดีกับคุณตรีดนัย”

“เพื่ออะไรฮะ”

เจ้าหนูไม่ยอมเข้าใจ

โทรี่หัวเราะขัน หล่อนใจเย็นพอที่จะปราบพยศของลูกชายสมัครเล่นคนนี้

“ฟังนะเหยี่ยว”

 หล่อนหยุดพูด พยายามเรียบเรียงคำพูดที่เข้าท่าที่สุดมาพูดกับเขา

“ แม่ก้านกำลังมองหารถเช่าสักคัน  และกำลังคิดว่าจะเช่ารถจากอู่ของคุณตรีดนัย ถ้าเป็นไปได้ แม่ก้านก็อยาก เช่ารถขับสักเดือน"

“ เช่าเป็นเดือนเลยหรือฮะ”

 “ ค่ะ”

 หล่อนพยักหน้า ตาใสของหล่อนมีแววฝัน และดึงเด็กน้อยร่วมฝันไปกับหล่อนด้วย

“เราจะขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ เหยี่ยวล่ะอยากไปไหนบ้าง”

“ เยอะแยะเลยฮะ”

เขาตอบตาดำขลับทอประกายสดใส เขาเคยฝันอยากจะเดินทางไปเข้าค่ายพักแรมในป่าเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่เขาไปเข้าค่ายเยาวชนกัน พวกเขาเล่าถึงกองไฟในค่ายกับนิทานผจญภัยข้างกองไฟ ครั้งนี้เขาได้ผจญภัยด้วยตัวเอง กับผู้หญิงแปลกหน้าน้ำใจงามคนนี้ มือน้อยๆ ของเขาจึงยื่นออกไปยึดมือเรียวบางของอีกฝ่ายไว้มั่น

 เขากบเป็นสถานที่แห่งแรกที่ตรีนัยอาสาพาสองแม่ลูกกำมะลอขึ้นไปเยี่ยมชม จากจุดชมวิวแค่หยุดนิ่งๆ ก็สามารถสำรวจปริมณฑลของนครสวรรค์ได้โดยรอบ หากมองไปทางด้านตะวันออกจะเห็นบึงบอระเพ็ดอยู่ไกลลิบๆ

ความจริงตรีดนัยเที่ยวแถวนี้จนเบื่อและแทบจะจดจำต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกที่ขึ้นอยู่รายรอบได้จนหมด หากเขาก็ไม่อาจจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้เมื่อเขาสบตาสีตาลกับรอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกว่า ไม่เคยเห็นใครยิ้มได้สวยเหมือนกับ หญิงสาวผู้นั้นมาก่อน

หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มที่เขาติดใจยกกล้องส่องทางไกลขึ้นส่อง ลมบนพัดแรงจนต้องหันหลังให้ทิศทางลมที่ พัดผ่าน นักท่องเที่ยวท้องถิ่นกลุ่มใหญ่เดินหอบลูกจูงหลานขึ้นมาจนถึงยอดเขา เด็กน้อยวิ่งแข่งกันไปคุกเข่าบนพื้น ซีเมนต์หน้าพระประธาน เอื้อมมือหยิบธูปเทียนจากถาดส่งให้คนโน้นคนนี้ประหนึ่งว่าเป็นหน้าที่ของตน

“ไหว้พระไหมกันครับ”

 เขาเอ่ยชวน

โทรี่หันไปปรึกษาเด็กชายด้วยสายตา

“ไปซิฮะ”

 เจ้าหนูหน้ารับโดยไว พลางฉุดมือของหล่อนออกเดินล่วงหน้าไปก่อน

ตรีดนัยออกเดินตามร่างโปร่งบางไปอย่างไม่เชื่อว่า ผู้หญิงท่าทางปราดเปรียวตรงหน้าจะเคยผ่านการคลอดลูก มาแล้วหนึ่งคน หล่อนคุกเข่าลงบนพื้นซีเมนต์ท่าทางเก้งก้างไม่คุณเคยกับการกราบไหว้ซึ่งต่างกับเด็กชายตัวน้อยที่ หล่อนบอกเขาว่าเป็นลูก 

ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพเป็นแห่งที่สองที่ตรีดนัยพาทั้งสองไปให้รู้จัก ต่อจากนั้นเขาก็ขันอาสาขับรถพาทั้ง สองไปบึงบอระเพ็ด เขาขับรถออกจากตัวเมืองอย่างคนคุ้นเคยเส้นทางดี ไม่นานรถจิ๊บสีแดงก็จอดลงหน้าอุทยานนกน้ำ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด

หางนกยุงต้นใหญ่ข้างทางออกดอกพราวทั้งต้น บ้างก็ร่วงหล่นบนพื้นกรวดหยาบบน ทางเดินกลีบสีแดงปนส้ม ของมันแลดูอ่อนนุ่มจนหญิงสาวร่างโปร่งที่เพิ่งก้าวลงจากรถอดก้มลงเก็บดอกไม้กลีบช้ำที่แตกกระจายจ่างช่อดอกนั้น ขึ้นมาดู

ความจริงหางนกยุงก็เป็นไม้ยืนต้นที่สามารถเห็นได้ทั่วไป กลีบดอกสีสดที่หลุดร่วงจากช่อดอกของมันหล่น เกลื่อนกลาดอยู่รอบโคนต้นหรือบนพื้นรอบๆ มาแล้วชั่วชีวิตของมัน หากวันนี้ตรีดนัยกลับเห็นว่า ดอกไม้ที่ไม่เคยเห็น ว่าสวย กลับมีความงดงามด้วยสีสันขึ้นมาได้

                บึงกว้างที่ไม่อาจคาดคะเนได้ด้วยตาเปล่าว่าบึงน้ำจืดแห่งนี้มีเนื้อที่สักกี่หมื่นไร่ แดดยามบ่ายร้อนแรงแลเห็น เต้นยิบๆ อยู่ข้างหน้า ความร้อนทำให้โทรี่ถอดเสื้อเชิ้ตสีสดออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวสะอาดอวดผิวสีแปลกหาก เนียนละเอียดน่าสัมผัส

ตรีดนัยมองเมินไปอีกทางที่ไม่มีร่างโปร่งบางของหล่อน เขาเห็นนกน้ำนานาชนิดบินว่อนบนทองฟ้า แล้วนึก อิจฉานกที่เกิดมามีอิสระที่จะทำอะไรได้ตามใจของตัวเอง

“เหยี่ยวดูนั่น”

โทรี่ชี้มือไปยังขอบฟ้ากว้าง

เจ้าหนูมองตาม เห็นนกสีเทาหม่นอมฟ้ากระพือปีกเร็ว แล้วร่อนช้าๆ เหนือพื้นน้ำ

“เหยี่ยวใช่ไหมฮะ แม่ก้าน”

เขาถามน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

หล่อนพยักหน้าตอบพลางกางเสื้อเชิ้ตสีสดออกบังแดดให้เด็กชาย

ตรีดนัยมองเห็น และยอมรับว่าเขารู้สึกอิจฉาเจ้าหนูหน้าสวยคนที่หล่อนอ้างว่าเป็นลูกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ไปตรงโน้นเถอะครับ ที่นั่นมีเรือให้เช่าออกไปดูนกในบึงด้วย”

 เขาขัดขึ้น

เจ้าของร่างโปร่งเปรียวที่ไม่อาทรกับความร้อนแรงของแสงแดด เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

“ที่นี่มีเรือให้เช่าด้วยหรือคะ”

“ครับ…เป็นเรือหางยาว ราคาไม่แพงหรอกครับ ผมกับเพื่อนเคยเช่าออกไปดูนกในบึงหลายครั้ง ถ้าคุณสนใจ จะลองดูก็ได้นะครับ”

“สนใจซิคะ”

 หล่อนตอบ ตาสีน้ำตาลใส พราวขึ้นด้วยความตื่นเต้น

ตรีดนัยพยายามมองเมิน เดินนำหน้าไปก่อน เพราะยังไม่พร้อมจะปีนต้นงิ้วเล่น

 

ตอนที่๔

 

แล้วเรือหางยาวก็แล่นช้าๆ ไปตามลำน้ำท่ามกลางบึงกว้าง ฝูงนกนางแอ่นบ้านบินว่อนไปมาเหนือแผ่นน้ำ ฟ้า  โปร่งสดใส แดดยามบ่ายร้อนแรง หากธรรมชาติก็ยังปรานีให้ลมแม่น้ำพัดผ่านมาเป็นระยะพอทำให้อากาศคลายความ ร้อนแรงลงไป

เสียงตั๊กๆ ของเครื่องยนต์ทำให้นกเป็ดน้ำที่กำลังกกไข่อยู่บนกองวัชพืชรีบลุกขึ้น

“ดูนั่นซิฮะ”

เด็กชายผลุดขึ้นยืน เรือโคลงเคลงทำท่าจะล่ม หญิงสาวที่นั่งอยู่กลางลำเรือเกาะขอบเรือไว้มั่น

“เหยี่ยว! อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวตกน้ำ”

หล่อนฉุดเด็กชายให้นั่งลงบนตัก มือกอดเด็กชายไว้แนบอก เจ้าหนูยิ้มแห้ง

“ขอโทษฮะ ผมลืมตัวไปนิดฮะ”

ตรีดนัยยิ้มน้อยๆ  แล้วแกล้งขู่และคิดอยากให้เด็กน้อยกลัว

“อย่าลืมตัวบ่อยนักนะครับ ประเดี๋ยวตกลงไปจริงๆ ละแย่แน่ เพราะที่นี่จระเข้ดุ”

สองแม่ลูกกำมะลอมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ตรีดนัยหัวเราะเบาๆ ขันท่าทางของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นแม่คนมากกว่าเจ้า หนูหน้าสวยที่หล่อนอ้างว่า เป็นลูก

“ผมล้อเล่นครับ อย่ากลัวเลย บึงแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของจระเข้น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดก็จริง แต่ตอ่นนี้จระเข้สูญพันธ์ ไปหมดแล้วแหละครับ”

เขาว่าพลางก้มลงดับเครื่องยนต์ปล่อยให้เรือลอยอยู่กลางบึงกว้าง

“ทำไมหรือคะ” 

โทรี่ถามขึ้น มองซ้ายมองขาวอย่างไม่ไว้วางใจนัก ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ตาเข้มในกรอบชั้นเดียวมองออกไปยัง เรีอนแพหลังเล็กที่เห็นอยู่ลิบๆ กลางดงบัวหลวง

“ผมเคยได้ยินมาว่า  มีพ่อค้าหัวใสจากในเมืองมาหาซื้อไข่จระเข้ เห็นว่าเอาไปทำยา ชาวบ้านนแถบนี้เลยล่าทั้ง ตัวหาทั้งไข่ไปขาย จระเข้ก็เลยหายไปจากบึงนี้ไปตั้งแต่วันนั้นแหละครับ”

ตรีดนัยเห็นหล่อนพยักหน้า ตาใสของหล่อนอ่อนแสงลง หากแดดยามบ่ายไม่มีทีท่าจะอ่อนแรงลงตาม เด็กชาย ที่สะละวนอยู่กับกล้องส่องทางไกลยกกล้องขึ้นส่อง ส่ายกล้องไปมา แล้วหยุดนิ่งลงบนลำตัวม่วงอมฟ้าที่ยืนอยู่บนกอพืชน้ำ

“แม่ก้านฮะ ดูนั่นซิฮะ นกอะไรไม่รู้ ยืนเหมือนนางแบบบนปกหนังสือเลยฮะ”

เจ้าหนูส่งกล้องส่องทางไกลให้กับคนที่เขาเรียกแม่ ตาสีเข้มพราวระยับด้วยความตื่นเต้น

โทรี่รับกล้องจากเด็กชาย หล่อนเล็งกล้องไปตำแหน่งที่เขาบอก และเห็นจริงอย่างเขาว่า นกตัวใหญ่ที่เห็นมีสี สันสวยงาม ขายาวแข็งแรงเดินท่อมๆ ไปตามกอพืชน้ำ ทำหางกระดกไปกระดกมาเป็นจังหวะ

“ฮื่อ! จริงด้วย นกอะไรไม่รู้ ไม่เคยเห็น”

 หล่อนบอกพลางส่งกล้องให้ตรีดนัยดู

ตรีดนัยรับกล้องมาส่อง

“นกอะไรฮะพี่ตรี”

เจ้าหนูรบเร้าอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด

“นกอีโก้งครับ”

เขาตอบ พลางลดกล้องลง สบตาเข้มที่อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่องของเด็กชาย แล้วอดเล่าต่อไม่ได้

“นกอีโก้งเป็นนกที่บินไม่เก่ง เพราะมีน้ำหนักเยอะ ชาวบ้านในแถบนี้ไม่ชอบนกอีโก้งนักหรอกครับ”

“อ้าว! ทำไมละฮะ”

ทั้งสองแม่ลูกอุทานขึ้นพร้อมกัน

ตรีดนัยหัวเราะเบาๆ

“เพราะนกอีโก้งตัวใหญ่มีน้ำหนักมาก เวลาเดินหากินในนาข้าว ก็จะเหยียบย่ำต้นข้าวหัก ชาวบ้านในแถบนี้เลย จับไปขาย นี่ยังดีนะครับ ที่กรมป่าไม้ประกาศให้ที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ไม่เช่นนั้นที่นี่ก็คงไม่เหลืออะไร”

โทรี่เหลือบตาขึ้นมองหน้าขาวๆ ที่เปลี่ยนเป็นสีจัดเพราะแดดเผา อายุของเขาคงแก่กว่าบาลีลูกผู้น้องของหล่อน ไม่มากนัก หากความคิดความอ่านของเขานั้นเป็นผู้ใหญ่กว่าน้องสาวมากมาย

“คุณคงชอบที่นี่มากนะคะ”

หล่อนถามเขาตาจับจ้องอยู่บนแพจอกแหนในบึง เห็นกบสีเขียวตัวเขื่องกระโดดจ๋อมลงในน้ำ แล้วโผล่หน้า แหลมๆ ขึ้นมาเหมือนกำลังเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนฝูงที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำเดียวกัน

“ครับ! ผมรักที่นี่ เวลาเบื่อๆ ผมก็มาตั้งแค้มป์ดูนก  หาผักหาหญ้าแถวนี้ไปฝากแม่ เพราะแม่ของผมเป็นคนที่นี่ คุ้นเคยกับคนแถบนี้ดี ถ้าคุณก้านทองยังอยากเห็นตัวจริงของจระเข้น้ำจืดอยู่ ผมก็จะพาไปดู”

ประโยคสุดท้ายเขากกลับเข้ามาหาสัตว์ที่อยู่คู่กับบึงแห่งนี้มานาน ทำให้บุคคลทั้งสองที่อยู่ในเรือหน้าตา ตื่น

“ก็พี่ตรีบอกเราว่าจระเข้สูญพันธ์ไปนานแล้วนี่ฮะ”

ตรีดนัยหัวเราะน้อยๆ อย่างอารมณ์ดี

“จระเข้เลี้ยงครับ ตรงเรือนแพที่เห็นอยู่เพียงลิบๆ นั่นไงครับ”

โทรี่ยิ้มออก พยักหน้าเห็นด้วยอย่างคนตามที่ดี

“ไปซิคะ ไปไหนไปกัน ฉันก็อยากเห็นเหมือนกัน”

ตรีนัยยิ้ม และเพิ่งหันไปเห็นว่าหล่อนมีสมุดพกอยู่ในมือเตรียมจดทุกถ้อยคำที่เขาบอก เขารู้สึกขัดเขิน และแก้ เขินด้วยการก้มหน้าลงติดเครื่องยนต์ แล้วเบนหัวเรือมุ่งหน้าไปยังเรือนแพที่เห็นลอยอยู่กลางน้ำ

เรือนแพสองลำเล็กผูกติดไว้ด้วยกันกลายเป็นบ้านกลางน้ำหลังย่อมที่สะดวกสบายสำหรับคนชอบชีวิตเรียบง่ายอย่างชายวัยกลางคนผิวสีคล้ำจัดที่เห็นอยู่ตรงหน้า ตรีดนัยแนะนำทั้งสองให้รู้จักเจ้าของแพ สองแม่ลูกกำมะลอพนม มือไหว้ทำความเคารพเกือบพร้อมกัน เจ้าของแพรับไหว้ พลางถามขึ้นอย่างที่ใจคิดสงสัย

“ไปยังไงมายังไงหรือครับถึงมาถึงนี่ได้”

ตรีดนัยหัวเราะอย่างคนคุ้นเคยกับเจ้าของเรือนแพเป็นอย่างดี

“ผมพาเพื่อนมาดูเจ้าพวกที่ลุงเลี้ยงไว้นะครับ”

“เอาซิ! ลุงกำลังจะเอาอาหารไปให้พวกเขาอยู่พอดี”

ว่าแล้วชายเจ้าของแพก็ลุกขึ้นหิ้วถังสังกะสีใบย่อมลงเรือหางยาวลำเก่าที่จอดอยู่ข้างแพ เด็กชายเหยี่ยวชะโงก หน้าลงดูในถังสังกะสี

“โอ้โฮ! ปลาทั้งนั้นเลยนี่ครับคุณตา”

 ชายเจ้าของแพหัวเราะอย่างเอ็นดูในความช่างซักของเจ้าหนูหน้าสวย

“ใช่! เขาชอบกินปลา อย่างเศษปลาเหลือๆ นี่เขาก็กิน มาซิตามตามา ตาจะพาไปดู”

พอจบคำพูดเขาก็ถ่อเรือมุ่งหน้าออกไปก่อน ตรีดนัยเห็นดังนั้น ก็ดึงไม้ไผ่ลำยาวที่วางอยู่ท้องเรือออกมา เจ้าหนู ที่นั่งแนบชิดอยู่กับหญิงสาวหันซ้ายหันขวามือเกาะขอบเรือไว้มั่น

“ไปไหนฮะพี่ตรี”

 “ไปดูจระเข้ไงครับ”

ตรีดนัยตอบพลางถ่อเรือจากแพตามชายสูงอายุเจ้าของกรงไม้ที่ลอยเด่นอยู่กลางน้ำ

กรงไม้ขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางน้ำทำจากไม้แก่นที่แข็งแรงแน่หนาเกินกว่าจระเข้ตัวเขื่องสี่ห้าตัวจะเล็ดลอด ออกไปได้ ชายหนุ่มผู้นำทางให้บุคคลทั้งสองจอดเรือในแนวขวางข้างกรงเพื่อจะมองเห็นจระเข้ในกรงไม้ได้ถนัด

ชายเจ้าของแพหยิบเศษปลาจากถังโยนให้จระเข้ที่ขึ้นมานอนอ้าปากอยู่บนแผ่นไม้ เสียงฮุบเหยื่อดังโผง เจ้าหนู ที่จ้องดูการให้อาหารของคุณตาเจ้าของสัตว์เลี้ยงในกรงผงะถอยอย่างตกใจ

“ตัวเบ้อเร่อเลยนะฮะ”

หญิงสาวที่เด็กชายติดตามมายกกล้องขึ้นพอได้ระดับสายตา แล้วกดชัตเตอร์เร็วและไวหลายครั้งติดกัน  

“ฮื่อ! ตัวใหญ่มาก ท่าจะเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดในกรง”

หล่อนวางกล้องลงบนตัก แล้วล้วงมือลงถังหยิบปลาโยนให้ตัวที่อยู่ขวามือสุด จระเข้เขื่องตัวนั้นกระโดดฮุบ เหยื่อเสียงดังจนจอกแหนที่เกาะกันเป็นแพแตกกระจาย

เด็กน้อยคนเดียวในกลุ่มคนโตหัวเราะเสียงดัง แล้วหันไปหาชายชราเจ้าของแพ

“คุณตาเลี้ยงไว้ทำไมฮะ”

เขาถาม นัยน์ตาจดจ่ออยู่กับคำตอบที่จะได้มา

“ตาเลี้ยงไว้ขาย”

ชายชราตอบพลางกวักน้ำในบึงล้างมือ

เจ้าหนูและมารดาจำเป็นทำตามบ้าง

“แต่ถ้าไม่มีคนซื้อ ตาก็ไม่เดือดร้อนหรอกนะ เพราะพวกเขาเลี้ยงง่ายมีเศษปลาเหลือๆ เน่าๆ เขาก็กินได้”

“คุณลุงเลี้ยงจระเข้อย่างเดียวหรือคะ”

สุภาพสตรีคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นบ้าง

ชายสูงอายุเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวเจ้าของคำถาม เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเปล่งประกายสดใสของวัยที่เขาไม่อาจ เรียกร้องกลับคืนมาอีกได้

“ลุงปลูกบัวขาย”

หล่อนหันไปหาตรีดนัยที่นั่งยิ้มอยู่หัวเรือ

“บัวหลวงที่คุณเห็นอยู่ริมบึงนั่นไงครับ ไม่ว่าจะเป็นดอก ใบ หรือ เมล็ดก็ขายได้ทั้งนั้นครับ”

ตรีดนัยช่วยไขข้องสงสัยให้

“เขาเอาใบไปทำอะไรคะ”

 ชายหนุ่มที่หลงเสน่ห์ของหล่อนหันไปขอความช่วยเหลือจากชายเจ้าของแพ

“เห็นเขาว่าเอาทำยากันยุง ลุงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาทำกันยังไง”

โทรีพยักหน้าน้อยๆ พอใจกับความรู้ใหม่ที่ได้รับ หล่อนก้มหน้าจดทุกถ้อยที่ตรีดนัยและชายเจ้าของแพบอก พอแดดยามบ่ายอ่อนแรงลง ชายเจ้าของสัตว์เลี้ยงในกรงไม้ก็กล่าวอำลา แล้วถ่อเรือทิ้งห่างออกไป

เมื่อเจ้าของแพถ่อเรือจากไปไกล ตรีดนัยก็ติดเครื่องยนต์พาสองแม่ลูกกำมะลอเรียบริมบึง นกนางนวลปากดำ บินโฉบมาใกล้ นกตัวใหญ่สีน้ำตาลเทามีแถบเหลืองข้างลำคอคาบเปลือกไข่ไป ทิ้งให้ลูกนกหมอบนิ่งอยู่บนบัวสายที่ จับกันเป็นแพ

ตรีดนัยดับเครื่องยนต์ใช้ไม้ถ่อเรือเข้าไปใกล้ ทิ้งระยะห่างพอมองเห็นได้ชัดเจน

“นกอะไรฮะพี่ตรี”

เจ้าหนูคนที่ผูกขาดอยู่กับคำถาม หันไปถามตรีดนัย

“นกอีแจวครับ แต่เป็นอีแจวตัวผู้”

ตรีดนัยตอบ มีความสุขทุกครั้งที่ได้บอกเล่าเรื่องราวที่ตัวเองรู้ให้คนอื่นฟัง

“พี่ตรีรู้ได้ยังไงฮะว่าเป็นนกตัวผู้”

เขายิ้มน้อยๆ อย่างอารมณ์ดี ที่เห็นหญิงสาวคนั่งฟังอย่างตั้งใจ

“ความจริงนกอีแจวตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะที่คล้ายกันมากครับ แต่ถ้ามองกันจริงๆ แล้วจะพบว่านกอีแจวตัว เมียจะตัวใหญ่กว่า และมีสีสันสวยงามกว่านกตัวผู้ อีกอย่างนกอีแจวตัวเมียจะไม่กกไข่ จะปล่อยหน้าที่นี้ให้ตัวผู้เป็น ผู้ดูแลแทน ตัวเองก็จะโฉบไปโฉบมาอวดหางสวยๆ ให้ตัวผู้ตัวอื่นสนใจ ถ้าตัวผู้ตัวอื่นไม่สนใจก็จะไล่ต้อนเอาเลย พอตัวผู้ตกลงก็จะพากันสร้างรังขึ้นตามริมบึง ที่มีพันธุ์พืชน้ำลอยอยู่ อย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ยังไงครับ”

“พี่ตรีรู้จักนกทุกชนิดเลยหรือฮะ”

ตรีดนัยหัวเราะ เอ็นดูเจ้าหนูช่างซักจากใจจริง

“พี่ตรีไม่เก่งถึงขนาดนั้นหรอกครับ ที่เล่าให้เหยี่ยวฟังได้เป็นคุ้งเป็นแควก็จำมาจากคนอื่นทั้งนั้น”

“พี่ตรีถ่อมตัวนะฮะแม่ก้าน”

เด็กน้อยหันไปพยักเพยิดกับคนที่เขาอยากได้มาเป็นแม่ มารดาจำเป็นของเขาพยักหน้าส่งเดช ใจอยากบอกลูก ชายสมัครเล่นของว่า หล่อนไม่ข้าใจในความหมายนั้นเลย หากพอหันไปเห็นผิวหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีจัดตลอดถึงลำคอ หล่อนก็พอเดาออก

ดวงตะวันเคลื่อนตัวลงต่ำอยู่เหนือยอดไม้ คล้ายว่าหากเมื่อปีนขึ้นไปเหนือยอดไม้นั่นแล้ว ก็อาจเอื้อมมือไปสัม ผัสถึง ฝูงนกน้ำที่บินโฉบไปมาล้อเลียนแสงสุดท้ายของวันเวลามีอยู่นับร้อยนับพันบนฟ้ากว้างแลดูคล้ายแมลงเม่าที่ กำลังยอกล้อกับดวงไฟ เด็กน้อยลุกขึ้นยืนกลางลำเรือแหงนหน้าขึ้นฟ้าชูแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศรีษะหมายจะไขว่คว้า นกให้ได้มาสักตัว

“นกเต็มท้องฟ้าไปหมดเลยนะฮะแม่ก้าน ชักอยากได้ไปเลี้ยงที่บ้านสักตัวแล้วซิฮะ”

หญิงสาวที่เด็กชายเรียกแม่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา

“อย่าเลย… นกก็อยู่ส่วนนก จะไปอยู่กับคนได้ยังไง”

“ได้ซิฮะ เหยี่ยวเห็นเขาเลี้ยงนกไว้ที่บ้านออกเยอะแยะไป”

เจ้าหนูค้าน มารดากำมะลอค้อนตากลับ ย้อนถามออกไปบ้าง

“เหยี่ยวจะชอบไหม ถ้าคนพวกนั้นจับเหยี่ยวไปขังไว้ที่บ้านของพวกเขา”

เด็กน้อยทรุดนั่งลง เลิกคิ้วตาโต เหมือนไม่เข้าใจ

“เรื่องอะไรฮะ ก็เหยี่ยวไม่ใช่นกนี่ฮะ”

คนฟังที่ทำหน้าที่ขับเรือปล่อยพรืดออกมาอย่างอดไม่ได้

“คุณสองคนเหมือนกันมากเหลือเกินครับ”

“เหมือนตรงไหน”

หล่อนหันกลับไปถามเขา เห็นเขากลั้นหัวเราะหน้าตาแดงก่ำ

ตรีดนัยหันไปยิ้มลาให้ดวงตะวันที่แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มสด แล้วหันกลับมามองหน้าเรียวๆ ของผู้หญิงที่เขาติด ตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น

“หน้าตาไม่เหมือนกันหรอกครับ แต่ท่าทางเหมือน”

สองแม่ลูกกำมะลอหันไปสบตากัน ลืมเรื่องที่ถกไว้เสียสนิท

ตรีดนัยหัวเราะ เอามือแกว่งน้ำในบึงเล่นอย่างสบายอารมณ์ ความเย็นของน้ำในบึงทำให้จิตใจของเขาคลาย คลายความร้อนรุ่มลง

“ความจริง เหยี่ยวหน้าตาคุ้นๆ นะครับ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่า เคยเห็นที่ไหน”

เด็กชายเจ้าของชื่อใจหายวาบ รีบหลบตาทั้งสองคู่ที่มองมา

“หรือคะ”

คิ้วของโทรี่เลิกขึ้นอย่างสนใจ เอียงหน้ามองเด็กชายที่นั่งหน้าเหี่ยวอย่างคนมีความลับซุกซ่อนอยู่

“นั่นซิครับ แต่ผมว่าเหยี่ยวหน้าตาเหมือนใครคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงของบ้านเรานี่แหละครับ”

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ”

ตรีดนัยพยักหน้า ขณะที่มองหน้าขาวๆ ที่ประกอบไปด้วยคิ้วสีเข้มดกหนากับตาสีนิลคมเข้มคู่นั้นอย่างคุ้นตา

 “คุณชอบดูหนังฟังเพลงหรือเปล่าครับ ถ้าคุณชอบบางทีคุณจะนึกออกก็ได้”

“ฉันชอบนะ”

หล่อนหยุดพูด โบกมือไล่ยุงที่บินหึ่งๆ อยู่รอบตัวออกไป

“แต่ไม่บ่อย เลยไม่รู้จักใคร”

“คุณลองนึกดูซิครับ”

เขาพยายามคาดคั้น หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ เมื่อนึกถึงนักร้องสาวผมบรอนผิวขาวชื่อเสียงฉาวโฉ่คนที่หล่อนเคย มีโอกาสได้รู้จักเมื่อหลายปีก่อน

“ฉันรู้จักมาดอนน่า”

ตรีดนัยไม่ได้สนใจนักร้องสาวชาวอเมริกันคนที่หล่อนอ้างถึงผู้นั้น

“ของไทยละครับ พอรู้จักบ้างไหม”

หล่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ

เขาพยักหน้ารับรู้ และเบื่อที่จะซักถามหล่อนต่อไป

“ถ้าอย่างนั้น ก็ยากหน่อยนะครับ เพราะผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน มันติดอยู่ที่ริมฝีปากยังไงไม่รู้”

“ลืมมันเถอะค่ะ อย่าสนใจเลย”

หล่อนตัดบทง่ายๆ ทำให้เด็กชายที่โบกมือไล่แมลงที่บินวนไปเวียนมาอย่างรำคาญหายใจคล่องขึ้น

“ กลับเถอะครับ ค่ำแล้ว แมลงก็เยอะด้วย”

พูดจบตรีดนัยก็ติดเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม บ่ายหัวเรือมุ่งหน้ากลับเข้าฝั่ง เรือหางยาวสองสามลำแล่นผ่านไป เขา โบกมือทักทาย แล้วเสียงตะโกนถามไถ่ก็ตามมา

เด็กน้อยมองตามไป ตรีดนัยมองเห็นคำถามจากนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้น

“พวกเรือหาปลาครับ”

“แต่ที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ไม่ใช่หรือฮะ”

ตรีดนัยยิ้ม รู้สึกชอบใจที่เด็กชายจดจำทุกถ้อยคำที่เขาบอก ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ ไปเหมือนกับเด็กทั่วไป

“กฎทุกข้อก็มีข้อยกเว้นทั้งนั้นแหละครับ อย่างพวกที่เห็นเมื่อครู่นี้เป็นชาวบ้านที่มาวางตาข่ายดักปลาเพื่อเอาไป ประกอบอาหาร ถ้ามันไม่ประเจิดประเจ้ออะไรนัก การประมงเขาก็ไม่ว่าอะไร”

“เคยมีคนโดนจับบ้างไหมฮะ”

เจ้าหนูที่ผูกขาดอยู่กับคำถาม ถามต่อ

ตรีดนัยดับเครื่องยนต์เมื่อจอดเรือเทียบท่า เขาส่งกุญแจคืนให้เจ้าของเรือ ก่อนจะตอบคำถามของเด็กชาย

“มีครับ แต่ไม่บ่อย เพราะถ้าใครโดนจับก็จะโดนปรับเป็นเงินที่สูงมาก”

“ส่วนมากจะเป็นพวกไหนคะ”

โทรี่ถามพลางยกกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ขึ้นมาเล็งไปเบื้องหน้า ไกลสุดคุ้งน้ำ

“พวกที่เอาไฟฟ้ามาช็อตปลาครับ”

“แย่จังนะคะ”

หล่อนลดกล้องลงโดยไม่ได้ถ่ายอะไรเอาเก็บไว้ แล้วจูงแขนเล็กๆ ให้ออกเดินเคียงคู่ไปกับเขา

“อย่างนี้ ปลาตัวเล็กๆ ก็คงตายหมด”

“ครับ”

เขาหยุดพูดเมื่อเดินมาถึงรถ

“ไม่ใช่แค่ปลาเท่านั้นนะครับที่ตาย สิ่งมีชีวิตอื่นที่อาศัยอยู่ในบึงก็พลอยตายไปด้วย เมื่อก่อนตอนที่ผมยังเป็น เด็กตัวเล็กๆ ผมจำได้แม่นยำว่า ที่นี่มีนกป่า และพรรณไม้แปลกๆ ให้เห็นเยอะแยะไปหมด แต่พอโตขึ้นอีกนิดที่แห่ง นี้ก็เปลี่ยนไป เพิ่งมาปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้นก็เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมว่ากรมป่าไม้เขาทำถูกมากที่ประกาศให้ที่แห่งนี้ นี้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ถึงแม้ว่าจะช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้บึงกว้างแห่งนี้เป็นเพียงตำนานที่เอามาเล่าให้ลูก หลานฟังเหมือนนิทานก่อนนอน”

ถ้อยคำที่ออกจากปากของเขา ใช่ว่าโทรี่จะเข้าใจไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยหล่อนก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนดีมีวิถี ชีวิตที่แตกต่างไปจากหล่อนมากมาย แต่เขาก็มีส่วนคล้ายคลึงกับหล่อนตรงที่ว่า ต้นไม้ใบหญ้า สิงห์สาราสัตว์ทุกชนิดที่ เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติก็ควรอยู่ในที่ที่ของมัน 

 

ตอนที่๕

 

เช้าวันจันทร์บนถนนสายธุระกิจของกรุงเทพมหานคร รถราจอดนิ่งสนิทเหมือนว่าถนนสายนี้มีเอาไว้เพื่อจอด รถยนต์ เสียงขุดเจาะของโครงการณ์รถไฟใต้ดินแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของรถทำให้ถนนสายนี้แลดูวุ่นวายกว่าที่จะเป็น

 อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนน ชั้นล่างสุดเป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานทุกชนิด ชั้นสูงขึ้นไปเป็นสำ นักงานให้เช่า อาคารแห่งนี้สูงกว่าห้าสิบชั้น ซึ่งมีผู้เช่าเต็มทุกชั้น และหนึ่งในผู้เช่านั้นมีมีบริษัทค่ายเพลงยักใหญ่ของ เมืองไทยรวมอยู่ด้วย

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ในชุดสูทสีเข้มเดินข้ามถนนปะปนกับผู้คนเข้าไปในลิฟท์ ผู้คนที่อยู่ในลิฟท์ต่างก็จำเขาได้ หญิงสาวหลายคนต่างมองเขาอย่างชื่นชม เมื่อลิฟท์ถึงจุดหมายเขาก็พาตัวเองออกไป เดินตรงไปสำนักงานที่ตกแต่งไว้ อย่างเลิศหรู เขาเดินผ่านพนักงานต้อนรับสาวที่บรรจงแต่งหน้าอย่างประณีตเข้าไป ไม่ตำหนิว่าอะไรเพราะเขาคิดว่าห้าม ไปก็เท่านั้นไม่เห็นมีใครทำตามข้อห้ามนั้นสักคน

“คุณอินคะ”

พนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์เรียกเบาๆ เหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีคนเดินผ่านหล่อนไป

เขาหยุดมองหน้าที่แต่งไว้จนเข้มนั้นอย่างสงสัย

 “มีโทรศัพท์ถึงคุณอินค่ะ บอกว่าจากเชียงใหม่”

 เขาพยักหน้ารับ ยิ้มน้อยๆ แล้วทำท่าจะเดินเข้าไปข้างใน

“เป็นผู้หญิงค่ะ เห็นบอกว่าชื่อชื่น อะไรนี่แหละค่ะ ดิฉันฟังไม่ทันรู้เรื่อง พอดีสายหลุดไปเสียก่อน”

“หรือครับ”

คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากัน

“ถ้าอย่างนั้นคุณส้มช่วยต่อโทรศัพท์ไปเชียงใหม่ให้ผมด้วย นะครับ”

พนักงานสาวหน้าแดงซ่าน ปิติยินดีที่เขารู้จักชื่อเล่นของตัวเอง รีบปฏิบัติตาที่เขาบอกทันที

นายอินรับสายที่พนักงานโอนเข้ามาให้ แล้วถามแม่บ้านที่อยู่ด้วยกันมานานจนเปรียบเหมือนญาติสนิท

“แม่ชื่นหรือครับ มีอะไรด่วนหรือครับ ถึงได้โทรหาผมแต่เช้า”

 “คุณเหยี่ยวคะคุณอิน ยังไม่ถึงเชียงใหม่เลยคะ”

 เสียงของนางชื่นสั่นไหวคล้ายไม่แน่ใจ  ผู้เป็นนายลุกพรวดขึ้น มือที่จับหูโทรศัพท์เกร็งจนสั่นสะท้าน ปากตะ โกนกรอกเข้าไปในหูโทรศัพท์เสียงดั่งลั่น

“แม่ชื่นว่าอะไรนะ!

นางชื่นร้องไห้เสียงดัง พูดกระท่อนกระแท่นพอจับใจความได้ว่า

“ตาสมไปรอรับคุณเหยี่ยวที่สถานีเมื่อวานไม่เจอ ชื่นโทรศัพท์ติดต่อคุณทั้งวัน แต่ไม่มีใครรับสาย ชื่นก็เลยคิด ว่าคุณเหยี่ยวยังอยู่กับคุณที่กรุงเทพ”

เสียงร้องไห้โหยหวนของแม่บ้านทำให้นายอินนิ่งอึ้ง สมองมึนงงไปนานกว่าจะหลุดคำพูดออกไป

“แม่ชื่น ฟังผมนะ ผมส่งเหยี่ยวขึ้นรถไฟตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แม่ชื่นแน่ใจนะว่าตาสมไปรับเหยี่ยวที่สถานีรถ ไฟจริงๆ”

“โธ่! คุณอินขา แล้วคุณเหยี่ยวของชื่นไปอยู่ไหนคะ ตาสมก็ไม่อยู่ไปนั่งรอคุณเหยี่ยวที่สถานีรถไฟตั้งแต่เมื่อ วานแล้ว”

แม่บ้านของนายอินปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เขาแข็งใจปลอบโยนไปสองสามประโยค แล้ววางโทรศัพท์  อย่างอ่อนแรง แข้งขาที่เคยยืนได้ย่างสง่ามั่นคงอ่อนล้าลงจนเจ้าตัวต้องคว้าหาหลักยืด น้ำตาของลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมา เมื่อนึกถึงภาพบุตรชายตัวน้อยโดนจับเป็นตัวประกันต้องตกตกระกำลำบาก หรือโดนส่งไปขายที่ไหนสักแห่ง นายอิน สะบัดหน้าแรงไล่ความคิดอันเลวร้ายนั้นออกไป  แล้วเสียงโทรศัพท์ก็กรีดเสียงขึ้นอีกครั้ง เขารีบยกหูขึ้นกรอกเสียงลง อย่างร้อนรน

“วัฒน์!

เขาจำเสียงของผู้ที่อยู่ต้นสายได้ทันที

“ ใช่ฉันเอง เป็นอะไรวะแกเสียงไม่ดีเลย วันนี้ว่างไหมจะพานักร้องใหม่ไปแนะนำให้รู้จัก ก็คนที่แกแต่งเพลง ให้นั่นแหละ”

“เหยี่ยวหายไป”

เสียงของนายอินขาดหายไป หัวใจปวดร้าวจนไม่อาจเอ่ยอะไรออกไปได้อีก

“เฮ้ย! พูดเป็นเล่นไป ก็เมื่อวานแกส่งขึ้นรถไฟไปแล้วไม่ใช่หรือ”

อีกฝ่ายเอะอะโวยวายขึ้น เพราะตกใจไม่แพ้กัน

“ใช่! เหยี่ยวขึ้นรถไฟไปจริง”

เสียงของนายอินแหบระโหย

“แต่ไม่ถึงเชียงใหม่ ไปไหนก็ไม่รู้ แกมาหาฉันตอนนี้เลยได้ไหมวัฒน์ ได้โปรดเถอะ ฉันทำอะไรไม่ถูกแล้ว”

นายอินวางหูลงไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ จวบจนเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ประตูห้องทำงานก็เปิด ออกตามติดมาด้วยเสียงห้าวๆ ที่ดังมาก่อนตัว

“มันเป็นไปได้ยังไงวะอิน ไหนลองเล่าให้ฉันฟังซิ”

นายอินส่ายหน้า ซบหน้าลงบนฝ่ายมือของตัวเอง  

วัฒนาปาดเหงื่อบนหน้าฝาก ทั้งๆ ที่อากาศในห้องเย็นเฉียบ

“แกแจ้งตำรวจหรือยัง”

บิดาของเด็กชายที่หายไปเงยหน้าขึ้น ตาสีเข้มฉายแววสับสนจนเห็นได้ชัด

“เราควรจะแจ้งตำรวจหรือรอให้ไอ้พวกระยำพวกนั้นมันติดต่อมาก่อนดี”

เขาหยุดพูดสีหน้าของเขาสับสน

“บางทีพวกมันอาจจะไม่อยากให้เราบอกตำรวจก็ได้”

ทั้งที่เครียดกับข่าวที่เพิ่งได้ยิน วัฒนาก็ยังอดขำในความคิดของเพื่อนรักไม่ได้

“ ไอ้บ้า! นี่มันชีวิตจริงนะโว้ย ไม่ใช่ในหนัง จะได้รอให้พวกโจรมันติดต่อกลับมาเสียก่อน และบางทีอาจจะ ไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้นะอิน แกใจเย็นๆ เถอะ”

ทั้งๆ ที่รู้ว่าคำปลอบโยนของเขาไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น แต่วัฒนาก็คิดว่าดีกว่าไม่พูดอะไรเลย

นายอินนิ่งพูดอะไรไม่ออก ใจภาวนาขอให้เป็นอย่างที่วัฒนาว่า อย่าให้เรื่องร้ายๆ นั้นเกิดขึ้นกับลูกน้อยของเขา  เลย จะให้เขาแลกกับอะไรที่เขามีอยู่ เขายอมทั้งนั้น

“ฉันจะไปเชียงใหม่”

เขาเอ่ยขึ้นเมื่อได้สติ

“ไปเชียงใหม่ ไปยังไง”

วัฒนาตามความคิดของอีกฝ่ายไม่ทัน

นายอินเหลือบตามองเพื่อน

“ขึ้นเครื่องไป เอาไว้ให้ลูกแกหายเสียก่อนค่อยเดินตาม”

“ ฮึ!

วัฒนาหัวเราะในลำคอ ยังมีอารมณ์ขันพอจะแหย่อีกฝ่ายเล่นเพื่อให้ลืมปัญหาที่เกิดขึ้น

 “เสียใจว่ะ .ฉันยังไม่คิดอยากมีเมีย”

“เออ! ไม่มีก็แล้วไป แกไม่ต้องพูดมาก”

เขาตัดบท

“แล้วเรื่องแจ้งความ”

วัฒนาถาม

คนถูกถามหยุดชะงัก

“ฉันฝากแกด้วย”

“ถ้านักข่าวเขามาขอสัมภาษณ์ละ แกจะให้ฉันทำยังไง”

 วัฒนายังไม่หมดปัญหาง่ายๆ นายอินหยุดยืน มองหน้าเพื่อนรักนิ่ง

“แกพูดเท่าที่แกรู้ก็แล้วกัน ถึงเชียงใหม่แล้วฉันจะโทรฯกลับมาอีกครั้ง”

วัฒนาพยักหน้ารับ เดินไปตบไหล่ของนายอินอย่างเห็นใจ

“ไปเถอะ ฉันจะดูแลทางนี้ให้เอง”

นายอินผละออกไปแล้ว วัฒนาจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของนายอิน เอนศีรษะพิงพนัก สูงที่บุหนังแท้สีเข้มนุ่มสบาย เขาหลับตานิ่ง หนทางที่จะติดตาเด็กน้อยคนนั้นมืดสนิท!…

โทรี่ตกลงเช่ารถจากอู่ของบิดาตรีดนัยต่อ หล่อนจ่ายค่าเช่ารถด้วยบัตรเครดิต ทั้งที่ความจริงตรีดนัยไม่อยากคิด ค่าเช่าจากหล่อนเลยแม้แต่บาทเดียว หากเขาก็ติดตรงที่อู่นี้เป็นของบิดาและครอบครัว เขาจึงทำได้แค่หารถที่สภาพดีที่ สุดพร้อมกับแนะนำเส้นทางและสถานที่ให้กับหล่อน ทั้งที่ใจจริงแล้วเขา อยากตามหล่อนไปด้วย แต่เขาจำเป็นต้องไป สอบ เพราะนั่นมันเป็นอนาคตของเขาที่อุตส่าห์เล่าเรียนมาจนถึงปีสุดท้าย

จากนครสวรรค์ไปจังหวัดตากดูจากแผ่นที่แล้วก็ไม่ไกลนักพอที่จะไปถึงได้ก่อนค่ำ ทั้งสองชีวิตจึงตกลงกันว่า จะไปค้างคืนที่นั่น พอถึงตัวเมืองตากโรงแรมริมถนนที่เห็นอยู่ข้างหน้าแลดูสะอาดและปลอดภัย โทรี่จึงเลี้ยวรถเข้าไป จอดลงบนลานจอดรถหน้าโรงแรม

ห้องแคบๆ ที่มีเตียงขนาดเล็กสองเตียงตั้งคู่กันและมีโคมไฟคั่นอยู่ตรงกลาง หล่อนวางสัมภาระไว้บนพื้นดุน หลังเด็กชายเข้าห้องน้ำชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนกันกับหล่อน แล้วจึงพากันออกไปเยี่ยมชมตลาดในยามค่ำคืน ทั้งสองหา อาหารง่ายๆ ใส่ท้องพออิ่มก็เดินดูของที่มีขายกันดาษดื่นบนบาทวิถีทั้งสองฝั่งทาง

วันว่างๆ ของคนว่างงานที่มีเด็กชายช่างเจรจาหน้าตาหมดจดเดินทางมาเป็นเพื่อน ไม่มีการคิดถึงปัญหาที่จะ เกิดขึ้น โทรี่ไม่เฉลียวใจสักนิดว่า เด็กน้อยที่หลับสนิทอยู่บนเตียงถัดไปนั้นเป็นคนอื่นที่บังเอิญผ่านเข้ามาให้รู้จักและได้ รักเขาอย่างจริงใจจะเป็นตัวนำเอาปัญหาทั้งหมดมาให้

รุ่งเช้าของวันใหม่ เด็กน้อยตกใจตื่นมองซ้ายมองขวาอย่างมึนงง เตียงเล็กถัดไปไม่มีร่างของผู้หญิงผิวแปลกๆ หากนัยน์ตาสวยจัดคนนั้น หล่อนหายไปไหนหรือหล่อนทิ้งเขาไปแล้ว

ลำคอของเขาขมจัด น้ำตาเอ่อล้นจวนเจียนจะหยด แล้วเสียงกุกกักก็ดังขึ้นตรงประตู ขาที่กำลังหย่อนลงจาก เตียงหดกลับขึ้นเตียงใหม่ตามองไปที่ประตูอย่างมีความหวัง

“มอร์นิง!

หล่อนผลักประตูเข้ามาพร้อมอาหารเช้าถุงใหญ่ เด็กน้อยปาดน้ำตาทิ้ง ยิ้มร่าอย่างดีใจ

“แม่ก้านไปไหนมาฮะ ผมตื่นมาไม่เจอ นึกว่าแม่ก้านทิ้งผมไปเสียแล้ว”

หล่อนวางของไว้บนโต๊ะปลายเตียง ยิ้มอ่อนโยน

“แม่ก้านไปตลาดมา ซื้อโจ๊กกับปาต้องโก่มาให้”

“ปาท่องโก๋ฮะแม่ก้าน ไม่ใช่ปาต้องโก่”

เขาช่วยแก้คำผิดให้ และเริ่มชินกับภาษาไทยผิดๆ เพี้ยนๆ ของหล่อน

หญิงสาวหัวเราะ พลางหันไปหยิบถ้วยชามที่ซื้อมาคล้ายกับว่าจะสร้างครอบครัวใหม่ออกมา แล้วจัดแจงเทโจ๊ก ลงชามให้เขา

OK!…ปาท่องโก๋ พอใจไหมคะ”

เจ้าหนูยิ้มเอาใจ

“แม่ก้านไม่ทานหรือฮะ”

หล่อนส่ายหน้าน้อยๆ

“ทานแล้ว เหยี่ยวทานเถอะ” 

ยิ้มของเด็กชายสดใส แล้วก้มลงจัดการกับอาหารเช้าของตัวเองอย่างว่าง่าย

 ในขณะเดียวกันนั้นบิดาของเด็กชายก็ไม่ยอมแตะต้องโจ๊กร้อนๆ กับปาท่องโก๋ที่เคยเป็นอาหารจานโปรดของ เขากับบุตรชาย

แม่ชื่นยืนมองนายหนุ่มที่นั่งนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะแตะต้องอาหารที่นางจัดเตรียมให้แม้แต่น้อย ตาที่บวมช้ำเพราะ ผ่านการร้องให้มาตลอดทั้งวันแดงช้ำขึ้นมาอีก

“คุณอินคะ ทานข้าวสักนิดนะคะ”

                 นางคะยั้นคะยอให้เขาทานข้าว เสียงสั่นๆ ของนางทำให้นายอินสงสาร ก้มลงตักอาหารเข้าปากได้สองสามคำ แล้วก็คิดถึงบุตรชาย

“ผมอิ่มแล้ว”

เขาอิ่มตื้อขึ้นมาในอก ผลักชามโจ๊กออกห่าง แล้วหลับตาลงช้าๆ ปลายนิ้วแตะที่ดวงตาทั้งสองข้างบีบเข้าหากัน  แม่ชื่นยืนนิ่ง บ้านที่ปราศจากนายน้อยเงียบสงัด นางเองก็พลอยทานข้าวไม่ลงไปด้วย ส่วนตาสมผู้เป็นสามีนั้นไม่ต้อง พูดถึง เขารักนายน้อยของเขามากกว่าตัวเขาเอง ทันทีที่รู้ว่านายน้อยหายไป ข้าวปลาก็แทบจะไม่แตะใช้เวลาทั้งหมดออก ตามหานายน้อยไปเรื่อยๆ ค่ำลงก็กลับบ้านไม่พูดไม่จา แม่ชื่นเองก็ทุกข์หนัก ทำอะไรไม่ถูก เมื่อไม่มีใครแตะต้องอาหาร นางชื่นก็ปล่อยโฮออกมาอย่างยากจะอดกลั้นเอาไว้

ผู้เป็นนายหันกลับไปดู ตาสมเองก็พลอยตกใจวิ่งออกมาดูบ้าง

“ แม่ชื่นเป็นอะไร… อยู่ๆ ก็มานั่งร้องให้โฮๆอย่างนี้นะหือ”

นายหนุ่มถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

“เออนั่นนะซิ! นั่งร้องให้เป็นเด็กๆไปได้”

ผู้เป็นสามีตำนิออกมาตรง

แม่ชื่นสะอื้นฮัก ปล่อยให้ผู้เป็นนายจูงแขนไปนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วเขาก็ไปรินน้ำจากตู้เย็นมาให้ ความเย็นจาก น้ำในแก้วทำให้ความรู้สึกของนางดีขึ้น

“แม่ชื่นฟังผมนะ”

 นายอินหยุดพูด พยายามหาคำพูดมาปลอบ หากลำคอของเขากลับตื้อตันขึ้นมาอีก แต่เขาก็จำเป็นต้องพูดอะไร สักอย่างออกไป

“ผมรู้ว่าแม่ชื่นห่วงเหยี่ยว แต่แม่ชื่นก็ต้องห่วงตัวเองด้วย”

                 “ชื่นขอโทษค่ะคุณอิน”

 แม่บ้านบอกพลางเอาชายเสื้อเช็ดน้ำตา

“แต่คุณต้องทานอะไรบ้างนะคะ ไม่ใช่บอกแต่ชื่นคนเดียว”

“เอาเถอะครับ ผมจะทานข้าวอย่างที่แม่ชื่นต้องการ แต่แม่ชื่นกับตาสมต้องมาทานกับผม ตกลงนะครับ”

 แล้วเขาก็ทรุดนั่งลง เลื่อนชามโจ๊กเข้ามาหาตัว ฝืนใจตักข้าวเละๆ นั้นเข้าปากได้สองสามคำ หากลำคอก็ตีบตัน จนไม่อาจฝืนใจกินให้ ได้มากกว่านั้น

“ผมจะออกไปข้างนอก”

เสียงของเขาเศร้า ตาเข้มหลุบลงต่ำ

                สองสามีภรรยาสบตากัน

                “คุณอินจะไปไหน”

                นายสมถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย นายหนุ่มเหลือบตาขึ้นมอง

                “ผมจะไปคุยกับตำรวจ บางทีอาจจะได้ข่าวคืบหน้าของเหยี่ยว ตาสมกับแม่ชื่นไม่ต้องเป็นห่วง”

                เขาเอามือลูบหน้าตัวเอง แล้วยัดกายลุกขึ้นอย่างอ่อนล้า ไหล่กว้างของเขาคู้ลง ร่างสูงของเขาแลดูเก้งก้างไม่งาม สง่าเหมือนอย่างที่เคยเห็น

                “ถ้ามีโทรศัพท์ละคะ จะให้ชื่นทำยังไง”

                นายอินทอดถอนใจ ก่อนจะหันไปมองโทรศัพท์ตั้งโต๊ะอย่างเลื่อนลอย

                “ให้โทรฯ เข้ามือถือของผมก็แล้วกัน ยังไงผมจะรีบไปรีบกลับ”

                พอพูดจบเขาก็เดินเลี่ยงออกไปยังรถเยอรมันสีน้ำเงินเข้มที่จอดอยู่บนลานจอดรถหน้าบ้าน บ้านสีขาวใต้เงา ไม้ใหญ่เงียบเหงาจนเขาผู้เป็นเจ้าของไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาเบนรถออกสู่ถนนซูปเปอร์ไฮเวย์ที่มีป้ายบอกทาง อยู่ข้างหน้า  เชียงใหม่ - ลำปาง เขาขับไปเรื่อยๆ ตามถนนคอนกรีตที่วิ่งรื่นเรียบนั้นอย่างไม่มีจุดหมาย…เนิ่นนานจน กระทั่งเข้าเขตลำปาง เขาถึงได้ย้อนกลับมาทางเดิม

 ตอนต่อไป


หน้าแรก || เรื่องยาวทั่วไปหลายตอนจบ || นิยายวิทยาศาสตร์ || บทความพิเศษ || เรื่องเขาเล่ามา

Copyright © 2001 by Kritapak Boonteekul. All rights reserved. No part of the contents of this website may be reproduced or transmitted in any form or by any means without the written permission of the owner.