|
ตอนที่
๖ จิ๊บคันเล็กแล่นเรื่อยไปตามส้นทางที่ตรีดนัยขีดให้ในแผนที่เมื่อเจอทางแยก
เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเล็กๆ
หาก
สวยงามด้วยภูเขาที่ประกอบเป็นฉากหลัง
ถ้าทั้งสองตื่นเช้าสักหน่อยและออกให้เร็วกว่านี้อีกสักนิด
อากาศข้างนอกรถ
คงสดใสเย็นสะบายมากกว่านี้
ทะเลสาปกว้างที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
เป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น
โทรี่จอดรถไว้
แล้วจูงแขนเล็กๆ
นั้นให้ออกเดิน
เจอะโน้นเจอนี่ก็แวะชม
แม้แต่เห็ดสีสวยดอกเล็กๆ
ที่ขึ้นอยู่ตามโคนไม้ผุๆ
ข้างทาง
กิ้งกือตัวดำเป็นมันวาวตัวยาวพา
ขาหลายอันหลายสิบข้ามถนนเพื่อไปอีกฟ้ากอย่างยากเย็น
หากพอเดินไปจนสุดสันเขื่อนอีกด้านก็มีบันไดหินลงไปถึง
ริมน้ำท่าเรื่อ “เล่นสกีไหมคะ”
หล่อนก้มลงถามใบหน้าเล็กๆ
ใต้ปีกหมวกเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวสี่ห้าคนเล่นสกีอย่างสนุกสนานกลางผืนน้ำ
กว้าง เด็กน้อยส่ายหน้าหวือ
“ไม่ดีกว่าฮะ
นั่งดูเขาเล่นสนุกกว่า” “ทำไมคะ” หล่อนสงสัย “ผมกลัวฮะ” เขาตอบไปตามตรง
ไม่มีการปิดบังเพื่อสร้างภาพให้กับตัวเองเหมือนผู้ใหญ่บางคนที่ทำกันเพื่อปกป้องภาพลักษ์
ของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ “ถ้าแม่ก้านอยากเล่นก็ได้นะฮะ
ผมรอตรงนี้ได้”
โทรี่ยิ้ม
หล่อนก้มลงมองหน้าเล็กๆ
ที่แหงนมองมาอย่างประจบ
ใบหน้าที่เป็นเงาอยู่ใต้กระบังหมวกเป็นสีจัด
เพราะเปลวแดด “เราจะทำอะไรดี” หล่อนเท้าสะเอวหันซ้ายหันขาวเหมือนมองหาของเล่น
และบุตรชายสมัครเล่นของหล่อนทำตามบ้าง “ตกปลาเป็นไงฮะ
แม่ก้าน” เขาเสนอแนะ
เมื่อหันไปเห็นนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มนั่งตกปลาอยู่บนสันพื้นคอนกรีตอีกฟาก
โทรี่ไม่เห็นด้วยนัก
หากพอสบตาสีเข้มที่มองมาอย่างแน่วแน่
แล้วก็ใจอ่อน
“ไปเถอะ”
หล่อนพยักหน้า
พลางควักธนบัตรส่งให้เขา “ขอบคุณครับแม่ก้าน” เจ้าหนูรับเงินจากมือหล่อน
แล้ววิ่งตื๋อไปยังร้านค้าที่คอยบริการให้เช้าอุปกรณ์เครื่องมอในการตกปลานานา
ชนิด ความจริงโทรี่ไม่นิยมกีฬาประเภทนี้นัก
หล่อนไม่ชอบกิจกรรมใดๆ
ที่มองแล้วเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าจะ
ทางตรงหรือทางอ้อม
“ได้ปลาไหมกี่ตัวแล้วคะ” หล่อนถามขึ้นเมื่อทรุดตัวนั่งลงบนพื้นซีเมนต์หยาบๆ
ข้างเขา
เด็กชายส่ายศีรษะ “ไม่เห็นมีปลาซักตัว” โทรี่ไหวไหล่ “
ก็ไม่เป็นไรนี่…
ดีเสียอีกที่เหยี่ยวไม่ต้องทำบาป” “ไม่ใช่อย่างนั้นซิฮะ” เขาแย้งขึ้นนัยน์ตาดำขลับมีแววสับสน
“ผมสงสัยว่าปลาหายไปไหนหมด” โทรี่เอียงหน้าดูเจ้าของผิวหน้าอันอ่อนใส
และยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“เหยี่ยวอยากได้ปลาจริงๆ
หรือ” “อยากได้ซิฮะ” เจ้าหนูตอบ
มองหน้าเรียวๆ
ของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจในคำถาม “ถ้าได้ปลา
แล้วเหยี่ยวจะเอาไปทำอะไร” ร่างเล็กที่ถือคันเบ็ดไว้มั่นนิ่งคิด “ไม่รู้ซิฮะ
คงโยนกลับไปที่เดิมมั้งฮะ” เขาตอบ
พลางสาวเชือกเบ็ดขึ้น “แล้วแม่ก้านละฮะ
จะทำยังไง” เขาย้อนถามหล่อนกลับ “แม่ก้านไม่ชอบตกปลา
” หล่อนตอบสั้นๆ
ตาจับนิ่งอยู่บนผิวน้ำที่เป็นประกายระยิบ “อ้าว!” เด็กชายอ้าปากหวอ “แล้วทำไมแม่ก้านไม่ห้ามผมละฮะ” โทรี่ผลักศรีษะนั้นเบาๆ
อย่างเอ็นดู “ถ้าห้าม
เหยี่ยวจะฟังแม่ก้านหรือเปล่า” เด็กชายหัวเราะ
เอียงศีรษะลงหัวไหล่บอบบางของหล่อนอย่างประจบ “ฟังซิฮะ
ลูกเหยี่ยวก็ต้องฟังแม่เหยี่ยวอยู่แล้วนี่ฮะ” หล่อนหัวเราะเบาๆ
อย่างขบขันที่เขายังจดจำคำพูดนั้นได้ “ไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียวนะคะ
เหยี่ยวต้องทำตามด้วย” “ตกลงฮะ” เขารับปากอย่างง่ายดาย “นอกเหนือจากตกปลาแล้ว
เหยี่ยวอยากทำอะไรมากที่สุด” โทรี่ถามขึ้น
ขณะที่เอาเบ็ดไปคืนที่ร้าน “ผมเลือกได้หรือฮะ” “ได้ซิ” หล่อนตอบ
หนูน้อยยิ้มสดใส
นัยน์ตาสีเข้มเปล่งประกายตื่นเต้น “ผมอยากไปพักแรม
ไปตั้งแค้มป์ในป่าหรือกลางแจ้งที่ไหนก็ได้ฮะ
แม่ก้านจะพาผมไปไหมฮะ” “ไปซิ”
หล่อนเห็นด้วยไปกับเขา
ด้วยค่าที่ชอบเดินป่ามากกว่าเข้าเมือง “ที่ไหนฮะ” หล่อนไม่ตอบเด็กชายในทันที
หันไปดึงแผ่นที่จากกระเป๋าสะพายออกมากางชี้มือไปตรงวงกลมสีแดงบนแผน
ที่ให้เขาดูถึงจุดหมายที่จะไป “คุณตรีดนัยบอกว่า
ที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งแค้มป์อย่างดี
เหยี่ยวรู้ไหมว่าอยู่ตรงไหน” “อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนฮะ” เขาตอบ
นัยน์ตาครุ่นคิด “ผมเคยได้ยินเหมือนกันฮะ
แต่ก็ไม่เคยไป” “ไม่เป็นไรนี่”
น้ำเสียงของหล่อนมุ่งมั่น
เหมือนเด็กเจอสิ่งถูกใจ
“เรามาถึงที่นี่ได้
เราก็ไปต่อที่อื่นได้
จริงไหมคะ”
แล้วทั้งสองก็ลาจากเขื่อนมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ขีดไว้บนแผนที่… ตรีดนัยรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆ
ก็มีบุคคลแปลกหน้ามาขอพบเขากันถึงสองคน
เขาพยายามทบทวนความทรงจำว่า
เคยรู้จักกับชายหนุ่มทั้งสองนี้จากไหนมาก่อนหรือไม่
“
ผมตรีดนัยครับ” เขาแนะนำตัวเอง “สวัสดีครับ
คุณตรีดนัย
ผมวัฒนา
และนี่สารวัตรธนูเพื่อนของผม” ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าเข้ามาก่อนเอ่ยขึ้น
พร้อมกับส่งมือให้เขาสัมผัสทักทาย
“
ยินดีที่รู้จักครับคุณวัฒนา
สารวัตรธนู
มีอะไรให้ผมช่วยเหลือหรือครับ” เขาถาม
รู้สึกคุ้นหน้ากับชื่อของเขาขึ้นมาบ้าง
“
มีครับ” วัฒนาตอบออกไปตามตรง “เรื่องอะไรครับ” “
มีแน่ครับ
ถ้าคุณตรีดนัยให้ความร่วมมือกับทางเรา” สารวัตรธนูพูดขึ้น ตรีดนัยชักหงุดหงิด
เพราะไม่คิดว่าเรื่องที่ทั้งสองพูดมาไม่เกี่ยวข้องกับเขา “ผมไม่เข้าใจ
ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ผมฟังที” สารวัตรธนูยิ้มอย่างเย็น
“พวกผมกำลังตามหาเด็กชายเจ้าของรูปนี้ครับ
คุณเคยเห็นหรือเปล่า” เขาส่งรูปถ่ายขนาดสี่นิ้วให้ตรีดนัยดู คิ้วเข้มของตรีดนัยขมวดเข้าหากันทันที “รูปของเหยี่ยวนี่ครับ
คุณรู้จักเด็กคนนี้ด้วยหรือ” วัตฒนายิ้มพอใจที่อย่างน้อยชายผู้นี้ก็เป็นด่านแรกที่เขาคลำมาถูก “เหยี่ยวเป็นลูกชายของเพื่อนผมเองครับ
ตอนนี้หายไป
ทางโรงแรมบอกว่าคุณรู้จักกับคนที่ลักพาตัวเหยี่ยวไป”
ตรีดนัยเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของคำพูดง่ายๆ
นั้นแล้วอยากลุกหนีจากไปเสียดื้อๆ
แต่ความอยากรู้เรื่องราวของ
หญิงสาวผู้ที่เกี่ยวข้องเขาจึงจำต้องระงับใจให้เย็นลง “พวกคุณมีอะไรมายืนยันละครับว่าผมรู้จักกับผู้หญิงคนนั้น” ผู้มาเยือนทั้งสองยิ้มอย่างใจเย็น
“
ผมขอโทษ
ถ้าผมพูดอะไรผิดไป…
แต่คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมครับว่า
คุณเคยเห็นเด็กคนนี้”
“
ผมไม่เถียง” ตรีดนัยก้มศีรษะรับ
หากน้ำเสียงยังแข็งอยู่ “แต่เรื่องที่คุณว่าผมรู้จักกับคนลักพาตัวเหยี่ยวนั้นผิด” “คุณหมายความว่ายังไงผมไม่เข้าใจ” สารวัตรธนูถามขึ้น
ตาคมจ้องหน้าขาวของตรีดนัยอย่างจับพิรุธ
ตรีดนัยยักไหล่
“ก็เขาเป็นแม่ลูกกันนี่”
“ไม่จริง!
เหยี่ยวไม่มีแม่”
ตรีดนัยงุนงง
ไม่เข้าใจ “ถ้าอย่างนั้น
คุณก้านทองเป็นใครล่ะครับ” สองหนุ่มแปลกหน้าส่ายหน้าน้อยๆ
“
คุณตรีดนัยครับ” สารวัตรหนุ่มเอ่ยขึ้น
ด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองกว่าเดิม
เมื่อเห็นตาเข้มของอีกฝ่ายฉายแววงุนงงไม่แพ้กัน “เด็กชายเหยี่ยวที่เราพูดถึงนี่เป็นลูกของ
นายอิน
นิติพงษ์นะครับ
คุณคงพอได้ยินชื่อนี้บ้าง
และผมก็ขอบอกคุณ
ณ
ที่นี้เลยว่า
เราทั้งสองคนไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่ชื่อก้านทองมาก่อนเลย”
ตรีดนัยนิ่งอึ้ง
ก้มลงพิจารณาภาพถ่ายของเด็กชายอีกครั้ง “
แล้วทำไมเขาถึงมาด้วยกันได้ละครับ” เขาถามกลับมึนงงจนบอกไม่ถูก “นั่นคือปัญหาที่ทางเราอยากจะรู้จากคุณ”
วัฒนาจ้องหน้าอีกฝ่ายเพื่อค้นหาความจริงจากนัยน์ตาสีเข้มดวงนั้น “ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ
ว่าเธอเป็นใคร
ผมรู้กับจักเธอเพราะว่า
เธอมาเช่ารถจากอู่ของผม
และผมก็อยากบอกคุณว่า
เธอไม่เหมือนพวกลักพาตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่อย่างที่พวกคุณเข้าใจ”
“อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้นครับ” สารวัตรหนุ่มถามขึ้น ตรีดนัยเหลือบตามองคนถาม
พยายามนับหนึ่งสิบก่อนตอบออกไป “เธอดูดีเกินไป
และเธอก็ปฏิบัติต่อเหยี่ยวดีมาก” “อายุประมาณไหนครับ
คุณก้านทองคนนี้” วัฒนาถามแทรกขึ้นบ้าง “ไม่แน่ใจครับ
คงประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่เห็นจะได้มั้งครับ” “แล้ว...เอกสารที่เกี่ยวกับการเช่ารถมีบ้างหรือเปล่าครับ” สารวัตรธนูซักต่อ
“มีแค่สลิปบัตรเครดิตอย่างเดียว
อย่างอื่นไม่มีครับ”
“ผมขอดูได้ไหมครับ”
ตรีดนัยพยักหน้ารับ
แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้าน
ไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “คุณพ่อของผมเพิ่งไปขึ้นเงินเมื่อบ่ายนี้เอง” ตรีดนัยบอก
รู้สึกปลอดโปร่งใจ
ที่หญิงสาวไม่ได้เป็นแม่ของเด็กชายรูปหล่อนคนนั้นจริงๆ สารวัตรธนูหยิบสลิปบัตรเครดิตนั้นขึ้นมาดู
แล้วส่งต่อให้วัฒนา
“ก้านทอง
ที ธนวัตร” วัฒนาอ่านชื่อนั้นเสียงดัง
“
ชื่อแปลกมาก” สารวัตรหนุ่มพึมพำ ตรีดนัยยิ้มน้อยๆ “ครับ..เธอเป็นคนแปลก” “
แปลกยังไง” น้ำเสียงของวัฒนาหวาดระแวง
เขาหวาดกลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นพวกโรคจิตหรือพวกคลั่งไคล้ดารา
ลักพา
เด็กชายเพื่อเป็นตัวล่อ ตรีดนัยดูเหมือนจะเดาความคิดของอีกฝ่ายออก
“ผมเชื่อว่า
คุณก้านทองไม่ใช่พวกบ้าดารานักร้องอย่างที่คุณคิด” “แล้วอะไรล่ะ
เธอลักพาตัวเหยี่ยวไปอย่างนั้น” สารวัตรธนูแย้งขึ้น ตรีดนัยถอนใจอย่างเบื่อยหน่าย “
เรื่องนั้นผมไม่ทราบ
แต่ผมเชื่อว่าคุณก้านทองไม่ได้ลักพาตัวลูกชายของเพื่อนคุณมาอย่างแน่นอน”
“จะให้ผมเชื่อได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อผมเองก็ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนั้น” สารวัตรธนูถามด้วยโทนเสียงที่คล้ายกันกับตรีดนัย
“
ผมจะพาคุณสองคนออกตามหาพวกเขาเอง
เพราะอย่างน้อยผมก็รู้ว่าพวกเขาไปทางไหน
และจะได้พิสูจน์ว่า
ที่่ผมพูดไปนั้นเป็นเรื่องจริง” สองหนุ่มผู้มาเยือนมองหน้ากัน “
คุณพูดจริงหรือครับ
ที่จะไปกับพวกเรา” สารวัตรธนูถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “
ครับผมพูดจริง
ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันแหละครับว่า
คุณก้านทองนั้นเป็นใคร” สารวัตรธนูหันไปหาวัฒนาคล้ายจะปรึกษา “เอาไงวัฒน์” วัฒนาพยักหน้ารับ
แล้วลุกขึ้นกดโทรศัพท์ไปหานายอิน “ฉันจะออกไปคุยโทรศัพท์กับนายอินข้างนอก
แกตามฉันมาก็แล้วกัน” พูดจบวัฒนาก็เดินออกไปข้างนอก
ตรีดนัยลุกขึ้นขอตัวไปเก็บของใช้ส่วนตัว
แล้วเดินตามออกไป ตอนที่๗ หลังจากวางหูจากวัฒนา
หัวใจที่หนักอึ้งมาตลอดทั้งสองวันเบาลง
หากเขาก็ไม่ปักใจเชื่อว่า
ผู้หญิงคนนั้นจะ
หวังดี
เพราะคนดีๆ
ที่ไหนจะพาลูกคนอื่นร่อนเร่ไปอย่างไม่บอกกล่าวอย่างนั้น
พอคิดได้เช่นนั้นแล้ว
เขาก็กดโทรศัพท์
ไปหาตำรวจ
บอกข้อมูลที่ได้มาจากวัฒนาให้ตำรวจฟัง
แล้วเขาก็เดินไปบอกสองสามีภรรยที่เปรียบเสมือนญาติสนิทให้
คลายความกังวล
จากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปในห้อง
ล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มและหลับไปในทันทีเมื่อตัวแตะที่นอน
เขาตกใจตื่นอีกครั้งเมื่อโทรศัพท์กรีดเสียงขึ้น “
แพทเองค่ะอิน
แพทเพิ่งรู้ว่าเหยี่ยวหายไป
เรื่องเป็นยังไงมายังไงหรือคะ”
ไม่ใช่เสียงของตำรวจหรือวัฒนา
ใจที่จดอยู่ที่ข่าวคราวของบุตรชายเหี่ยวแฟ่บลง
“
ครับ” เขารับคำสั้นๆ
และช่วยไม่ได้นักที่น้ำเสียงของเขาไม่ไพเราะเหมือนปกติที่เคยเป็น
“
โธ่อินขา…เสียงอินฟังไม่ค่อยดีเลยคะ
แพทได้ยินแล้วใจหาย” หล่อนคร่ำครวญ
นายอินถอนใจยาว “ลูกผมหายไปทั้งคน
แพทจะให้ผมหัวเราะหรือ
” “แพทขอโทษ
อินอย่างโกรธแพทเลยนะคะ” นายอินไม่พูดต่อ
เขารับฟังหล่อนพูดต่ออีกสองสามประโยคก็วางหูโทรศัพท์ลง
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็กรีดเสียง
ขึ้นอีกครั้ง
เขารีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นใจหวังให้เป็นสายของตำรวจหรือวัฒนา
หากกลับกลายเป็นสายของนักข่าว แล้วข่าวด่วน
ข่าวดัง
ของเด็กชายวัยแปดขวบบุตรชายคนเดียวของพระเอกนักร้องชื่อดังที่โดนลักพาตัวไปก็ดัง
สะบัด
ภาพของหนูน้อยรูปหล่อในอิริยาบทต่างๆ
ถูกแพร่ภาพทางทีวีทุกช่องพร้อมหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ชาวบ้านร้าน
ตลาดต่างวิพากวิจารณ์ไปต่างๆ
นานา
บ้างก็ด่าทอ
บ้างก็สาบแช่งคนลักพาตัวหนูน้อยไปให้ตกนกรกหมกไหม้ไม่ได้ผุด
ไม่ได้เกิดโทษฐานที่บังอาจทำร้ายจิตใจของพระเอกขวัญใจของพวกเขา ส่วนผู้ถูกกล่าวหาได้พาเจ้าตัวต้นเหตุมาถึงอุทยานแห่ชาติ
หล่อนให้เด็กน้อยนั่งเล่นอยู่ในรถ
แล้วพาตัวเองไป สอบถามข้อมูลยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯที่ถูกจัดเป็นโซนแต่ละโซนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย “ได้ที่พักไหมฮะ
แม่ก้าน” เขาถามขึ้น
เมื่อหล่อนเดินย้อนกลับมาที่รถ “ได้ซิคะ
แม่ก้านไปดูที่ตั้งแค้มป์มาแล้ว
น่าอยู่มาก….” หล่อนลากเสียงให้อีกฝ่ายตื่นเต้น
พลางเดินอ้อมไปขนกระเป่าและสัมภาระอื่นๆ
ออกไปกองไว้บนแคร่ไม้ใต้
เงาไม้ใหญ่ที่ขึ้นคลุมอยู่เต็มพื้นที่ในอุทยาน “แล้วแค้มป์ที่ว่านี้อยู่ตรงไหนฮะ” ว่าแล้วเจ้าหนูก็โหนตัวลงไปยืนเคียงข้างกับหญิงสาว
เขากวาดตาไปรอบๆ
บริเวณอย่างตื่นเต้น “อยู่โน่นค่ะ” หล่อนชี้มือไปยังเนินที่ไม่ไกลนักเพื่อยืนยันคำตอบ เด็กน้อยยิ้มร่ารีบสะพายกระเป๋าของตัวเองไว้บนบ่า
แล้วฉุดแขนเรียวๆ
ของหล่อนให้ออกเดิน
“ไปฮะ
เราไปดูกัน” แล้วร่างร่างเล็กๆ
ก็่กระวีกระวาดจูงแขนหญิงสาวไปยังเนินตั้งแค้มป์ด้วยท่าทางบอกว่าอยากมีประสบการณ์
ค้างแรมกลางป่าอย่างเต็มที่…
ตรีดนัยรับอาสาเป็นขับรถให้บุคคลทั้งสองนั่ง
เพราะเหตุผลว่า
เขาเป็นคนแนะนำเส้นทางการเดินทางให้
หญิงสาวผู้นั้น
เขาขับรถขึ้นไปจังหวัดตาก
พอถึงตากก็แวะสอบถามตามโรงแรมจวบจนมืดค่ำสามหนุ่มก็ไม่เห็นวี่แวว
ของคนทั้งสอง
“ผมว่าเราพักที่โรงแรมนี้เถอะครับ”
เขาเอ่ยชวนสองหนุ่ม
เมื่อวกกลับมายังโรงแรมริมทางที่เขาขับรถผ่านไปตั้งแต่ต้น
“ยังไงก็ได้ครับ
เพราะว่านี่ก็มืดค่ำแล้ว” วัฒนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองมากขึ้น
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันระหว่างทาง “ผมหวังว่าสองคนนั่นยังคงอยู่แถวนี้” สารวัตรหนุ่มผู้ที่นั่งสบายบนเบาะหลังมาตลอดการเดินทางพึมพำขึ้น
จากข้อมูลต่างๆ
ที่ตรีดนัยเล่าให้ฟังทำให้
เขาคิดไปในทางที่ดีว่า
เรื่องทั้งหมดไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาและเพื่อนหวาดวิตก พอได้ห้องพักทั้งสามก็ตกลงหาอาหารใส่ท้อง
แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะขับรถออกไปหาอะไรทานในตัวเมือง
พวก
เขาจึงตัดสินใจทานอาหารในร้านอาหารของโรงแรม
ซึ่งเป็นร้านอาหารกึ่งผับ
วัฒนาสั่งเบียร์มาดื่ม
และอาหารอีกสามสี่
อย่าง
แต่พอดื่มเบียร์เข้าไปแก้วใหญ่
ตรีดนัยก็ขอตัวเข้าห้องน้ำ
ตามประสาคนหนุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับของมึนเมาทุกชนิด “เมื่อวานโชคดีเป็นบ้าเลยวะ
ได้ทิปมาตั้งสองร้อย” บริกรหนุ่มคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ
ในขณะล้างมืออยู่ “จากคุณแม่ยังสาวคนนั้นหรือเปล่าวะ” “ใช่!....เธอน่ารักเป็นบ้าเลยวะ
แต่เสียดาย
ไม่น่ารีบไปเลย”
“ที่บอกว่าเสียดาย
แกเสียดายอะไรกันแน่วะ” “บ้า…เขาไม่สนข้าหรอกโว้ย” บริกรคนเดินเอาศอกกระทุ้งเพื่อน
แล้วพูดต่อ “พูดก็พูดเถอะว่ะ…ฉันไม่เคยเห็นใครน่ารักเหมือนผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย
ยิ้มก็สวย
เดินก็เท่ห์
มีเสน่ห์ไปหมด
ทั้งตัว โอ๊ย!…พูดแล้วคิดถึง
อยากเห็นหน้า” ตรีดนัยได้ยินทั้งสองคุยกัน
และเชื่อว่าบุคคลที่สองหนุ่มกล่าวถึงคงเป็นใครไม่ได้แน่นอกจากหญิงสาวคนที่เขา
กำลังติดตามอยู่
ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มให้เพื่อเป็นการผูกมิตร สองหนุ่มยิ้มรับอย่างอ่อนน้อม
เพราะดูออกว่าเป็นลูกค้าของโรงแรม
“มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ” บริกรหนุ่มผิวขาว
ท่าทางช่างพูด
ถามขึ้น ตรีดนัยยิ้มกว้าง
นึกชอบใจในความช่างสังเกตของเขา “มีครับ” เขาตอบ
พลางดึงผ้าเช็ดมือลงเช็ดมือ “ผมสงสัยว่า
คนที่คุณพูดถึงเมื่อครู่นี้เป็นคนเดียวกันที่ผมกำลังตามหาอยู่หรือเปล่านะครับ” บริกรหนุ่มทั้งสองหันไปสบตากัน
“
คุณเป็นสามีเธอหรือครับ” เป็นคำถามลุ่นๆ
ของบริกรอีกคนเป็นผลให้ผิวหน้าของตรีดนัยหน้าแดงก่ำ
รีบปฏิเสธออกไปแทบไม่ทัน “
ไม่ใช่ครับ
ผมเป็นเพื่อนของเธอ”
“
ถึงว่าซิครับ
คุณดูเด็กเกินไปที่จะเป็นพ่อของเด็กหน้าสวยคนนั้นได้
อย่าว่าแต่คุณเลยฮะ
ผมเองก็ไม่เชื่อหรอก
ฮะว่า
สองคนนั่นเป็นแม่ลูกกัน” ตรีดนัยรู้สึกตื่นเต้นดีใจรีบถามขึ้นโดยไว “แล้วคุณรู้ไหมว่าเธอไปไหน” บริกรหนุ่มคนช่างพูดครุ่นคิด “ผมได้ยินเธอพูดว่าจะไปเขื่อน” ตรีดนัยพยักหน้าแน่ใจว่าหล่อนไปตามเส้นทางที่เขาบอก
รีบบอกลาสองหนุ่ม
แล้วผละออกไปอย่างรีบเร่ง “ ผมได้ยินพนักงานที่นี่คุยกันในห้องน้ำ พวกเขาพูดถึงผู้หญิงกับเด็ก พอผมซักถามพวกเขาดู ก็รู้ว่าเป็นสองคน นั่น” เขาเอ่ยขึ้นทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะ
วัฒนาถลันลุกขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้น “
คุณแน่ใจหรือครับ” “
ครับผมแน่ใจ” น้ำเสียงของตรีดนัยฟังดูหนักแน่นมั่นใจ “
แล้วพวกเราจะเอายังไงกันครับ”
สองหนุ่มนิ่งเงียบกับคำถามของตรีดนัย
หากไม่นานนักสารวัตรธนูก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นวังวล
“
ถึงอย่างไรเราก็ไม่รู้ว่างสองคนนั้นไปทางไหน
และหวังว่าคงไม่ขึ้นไปเชียงใหม่” วัฒนาถอนใจแรงๆ
“เจ้าอินมันแจ้งความไว้
ถ้าคุณก้านทองขึ้นเชียงใหม่ก็เหมือนเดินไปให้ตำรวจจับ” “อย่างนั้น
เราก็ไปเชียงใหม่คืนนี้กันเลยซิครับ” ตรีดนัยออกความเห็นบ้าง “จะดีหรือครับ
เพราะถ้าสองคนนั่นยังไม่ขึ้นเชียงใหม่ก็ยิ่งอันตรายหนัก ผมว่าทางที่ดีเราตามหาสองคนนั้นให้
เจอก่อนดีกว่า” วัฒนาให้เหตุผล
สารวัตรธนูพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของวัฒนา
และรีบตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “ฉันว่าแกโทรศัพท์ไปบอกเจ้าอินมันก่อนดีกว่า
ฉันจะจ่ายค่าอาหารแล้วจะตามไป”
วัฒนาผละออกไปโทรศัพท์
เนิ่นนานเหมือนแรมปีที่เรารอให้ปลายทางรับสาย
แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีคนรับ
เขาพยายามอีกครั้งโดยกดหมายเลขเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายอิน
และแล้ววัฒนาก็หมดความอดทนเมื่อได้ยินเสียง
สัญญานไม่ว่าง
“
โทร.ไม่ติดหรือคะ” เสียงหวานๆ
ของพนักงานสาวถามขึ้น
หลังจากที่เห็นเขาพยามต่อโทรศัพท์อยู่นาน “ครับ”
เขาตอบสั้นๆ
หากน้ำเสียงสุภาพ “ให้ดิฉันจะต่อให้ไหมคะ
เพียงแต่คุณทิ้งเบอร์ไว้
แล้วดิฉันจะโอนขึ้นไปให้คุณทันทีที่ติดต่อได้” วัฒนายิ้มรับข้อเสนอนั้น
ไม่ลืมกล่าวขอบคุณพนักงานสาว
ก่อนเดินจากไปสมทบกับสองหนุ่มที่เดินตรงรี่เข้า
มาหา
ความหนักอึ้งที่แบกหามมาตลอดการเดินทางเบาบางลง
และหวังว่า
พรุ่งนี้คงไม่มีความยุ่งยากอะไรเกิดขึ้นมาอีก คนสองวัยต่างเพศและต่างที่มากำลังง่วนอยู่กับอาหารค่ำอันโอชะที่หามาได้จากตลาด
ข้าวเหนียวกับเนื้อเค็มห่อ ด้วยใบตองทั้งหอมทั้งนุ่ม
ข้างกองไฟที่ทั้งสองช่วยกันก่อขึ้นมามีกิ่งไม้แห้งๆ
สำหรับก่อไฟกองอยู่มากพอที่จะให้ความ
อบอุ่นแก่คนทั้งสองตลอดทั้งคืน “ท่าทางแม่ก้านจะชอบทานข้าวเหนียวมากเลยนะฮะ” เด็กน้อยเอ่ยขึ้น
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบข้าวเหนียวห่อที่สองขึ้นมาแกะ “ชอบซิ…
ก็กินมาตั้งแต่เด็กนี่” หล่อนตอบพลางปั้นข้าวเหนียวเข้าปากเคี้ยวอย่างอเร็ดอร่อย
เด็กชายยิ้มชอบใจ “เหมือนผมเลยฮะ
จนเพื่อนๆ
ที่โรงเรียนหาว่าผมเป็นลาว” “แม่ก้านก็เป็นลาว” หล่อนบอก
หนูน้อยตาโต
ทำท่าตกใจ “จริงหรือฮะ” โทรี่พยักหน้าแทนคำตอบ
หล่อนยิ้มน้อยๆ
ก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มจนหมดขวด
“ผมนึกแล้วฮะว่าแม่ก้านต้องไม่ใช่คนไทย
แต่ไม่คิดว่าจะเป็นลาว
เพราะท่าทางของแม่ก้านออกจะเป็นฝรั่ง” เด็กน้อยคุยโอ่ในความสามารถของตน
“เหมือนตรงไหน” หล่อนเอียงหน้าถาม
พลางหักกิ่งไม้โยนเข้ากองไฟ
เจ้าหนูทำท่าครุ่นคิด
เสี้ยวหน้าคมของเขาแลดูเป็นสีทอง
อร่ามเมื่อต้องกับแสงไฟ
“หน้าไม่เหมือนหรอกฮะ
แต่ท่าทางกับการพูดของแม่ก้านเหมือน
ผมยังเคยคิดอยากถามแม่ก้านเลยนะฮะว่า
แม่ก้านมาจากไหน
เป็นคนไทยเหมือนผมหรือเปล่า”
โทรี่หัวเราะน้ำเสียงของหล่อนบอกว่าขบขัน
“แม่ก้านเป็นคนหลายประเทศเล่าสิบวันก็ไม่จบ
เอาเป็นว่าแม่ก้านคนนี้พูดลาวได้เก่งกว่าพูดไทย
แถมท้ายด้วย
อ่านเขียนภาษาไทยไม่ออกสักตัว”
“จริงหรือฮะ
ถ้าอย่างนั้น
ผมสอนให้เอาไหมฮะ”
เจ้าหนูรูปหล่อรีบเสนอตัวอย่างคนมีน้ำใจ
โทรี่พยักหน้ายิ้มๆ
พลางดึงร่างเล็กๆ
นั้นเข้ามากอดแนบชิด
อากาศรอบบริเวณเริ่มเย็นชื้นด้วยละอองน้ำจากน้ำ
ตกที่อยู่ไม่ห่างจากอุทยาน
ทั้งสองนั่งยิ้มให้แก่กัน
สดับฟังเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกแข่งกันกับเสียงปะทุของฟืนที่ถูก
ไฟเผาไหม้
“แม่ก้านรู้ไหมฮะว่า
แม่ก้านได้ทำความฝันของผมให้เป็นจริง”
เจ้าหนูเงยหน้าถาม
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ไม่รู้”
“ผมอยากทำอย่างนี้มานแล้วฮะ
แต่ไม่มีโอกาส
และผมก็โชคดีมากเลยฮะ
ที่ได้มาเจอแม่ก้าน” โทรี่ยิ้มน้อยๆ
หล่อนมองเจ้าของดวงตาที่สวยกว่าหมู่ดาวทุกดวงบนฟากฟ้า
แล้วผลุดขึ้นยืนเหมือนโดนเข็มสัก
พันเล่มทิ่มแทง “โอก็อด!…” หล่อนร้องเสียงหลงพลางถอยหลังออกห่าง “มีอะไรหรือฮะ” เด็กชายตกใจ
หน้าตาตื่น
แล้วภาษาอังๆ
อองๆ
ที่เขาฟังไม่รู้เรื่องก็หลั่งไหลออกมาเหมือนลาวาภูเขาไฟในหนัง
สารคดีที่เคยดู
จากสีหน้าและท่าทางของหล่อนแล้ว
เจ้าหนูก็รู้ได้ทันทีว่า
ไม่ใช่เรื่องดี “แม่ก้านเป็นอะไรฮะ” เขาเดินเข้าไปฉุดมือเรียวๆ
ที่ถอยห่างออกไปให้กลับมานั่งที่เดิม “ผมพูดอะไรผิดไปหรือฮะ” หล่อนส่ายหน้าท่าทางตกใจ “เรามาได้กี่วันแล้ว” เด็กชายทำท่าครุ่นคิด “สามวันแล้วฮะ
แม่ก้านถามทำไมฮะ” หล่อนไม่ตอบ
หากทรุดตัวลงนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
“แม่ก้านฮะ”
หนูน้อยเข้าไปลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม
เริ่มรู้ลางๆ
ถึงที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“พ่อมีงานยุ่งตลอดทั้งวัน
คงยังไม่รู้หรอกฮะ…ที่เชียงใหม่ก็ไม่มีใครนอกจากตาสมกับยายชื่น
ถ้าทั้งสองนั่นไม่
เห็นผมกลับบ้านก็คงคิดว่าผมยังอยู่กรุงเทพฯ
กับพ่อ
แม่ก้านอย่าห่วงไปเลยนะฮะ”
ถ้อยคำจากปากของเด็กชายทำให้หญิงสาวคลายความกังวลลง
หากมันก็ไม่ทั้งหมด
“แต่เราก็ต้องทำอะไรสักอย่าง”
หญิงสาวยังสับสนอยู่มาก
สติปัญญาเลยล่าช้ากว่าเด็กชาย
“โทรฯไปหาพ่อก็ได้นี่ฮะ”
เขารีบเสนอแนะ
สมองน้อยๆ
ทำงานได้อย่างฉับไวเกินเด็กชายในวัยเดียวกันกับเขา
โทรี่พลิกข้อมือดูนาฬิกา
“มิดไนท์”
หล่อนพึมพำ
ตามองฝ่าความมืดออกไปยังเต็นท์อื่นๆ
ที่มองเห็นอยู่ลางๆ
ในความมืดสลัว
“ข้างนอกมืดมากนะฮะแม่ก้าน
ผมว่าเราโทรฯหาพ่อพรุ่งนี้ดีกว่านะฮะ”
เจ้าหนูออกความเห็น
แล้วพาตัวเองเข้าไปในเต็นท์
กวักมือเรียกหญิงสาวที่นั่งงงอยู่ข้างนอกให้เข้าไปข้างใน
“นอนดีกว่านะฮะ
พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าไปโทรฯหาพ่อกันนะฮะ”
เขาสรุป
น้ำเสียงฟังดูเป็นการเป็นงานเกินอายุจริงจนทำให้อีกฝ่ายคล้อยตามไปด้วยอย่างง่ายดาย |
หน้าแรก || เรื่องยาวทั่วไปหลายตอนจบ || นิยายวิทยาศาสตร์ || บทความพิเศษ || เรื่องเขาเล่ามา Copyright © 2001 by Kritapak Boonteekul. All rights reserved. No part of the contents of this website may be reproduced or transmitted in any form or by any means without the written permission of the owner. |