เส้นทางกามเทพ 

โดย …จันทร์กระจ่าง

ตอนที่๑

ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของโลก ฝรั่งเศส มีไวน์รสเลิศ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ผู้คนที่รู้จักแต่งตัว และที่สำคัญการรถไฟของฝรั่งเศสก็มีชื่อเสียงดีเยี่ยมที่สุด แต่ฝรั่งเศสก็ไม่ ใช่บ้านเกิดของหญิงสาวคนที่วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นรถไฟสายกรุงเทพพฯ เชียงใหม่ ที่หันซ้ายหันขวาหาที่นั่งของตัวเอง อยู่ในขณะนี้ ความจริง  รถไฟขบวนนี้ต้องออกจากสถานีเก้าโมงตรง หากหล่อนก็โชคดีที่รถขบวนนี้ไม่ได้ออกตรงตามเวลา และหล่อนก็ได้ที่นั่งข้างเด็กชายผิวขาวจัด  ด้วยท่าทางที่ไม่สนใจใยดีกับอะไรทั้งสิ้นนอกจากเกมในมือ ทำให้หญิงสาวที่ขึ้นมาใหม่มองอย่างสนใจและนึก แปลกใจว่า พ่อแม่ของเด็กน้อยไปไหนถึงได้กล้าปล่อยบุตรชายตัวน้อยให้เดินทางตามลำพังกับเกมเครื่องจิ๋วที่เด็กเกือบ ทั่วโลกรู้จักดี

“ พี่ฮะ...”

แล้วอยู่ๆ เด็กน้อยก็เอ่ยขึ้น หากมือเล็กๆ ของเขายังวุ่นอยู่กับเกมในมือ

“ว่าไงคะ”

 คิ้วเข้มเหยียดตรงเหนือดวงตาสีน้ำตาลสดใสเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม

“อ้าว!....”

 เด็กชายร้อง แปลกใจที่เพื่อนร่วมทางต่างวัยเป็นหญิงสาว เพราะดูจากท่าทางการแต่งตัวของหล่อนแล้วเหมือน หนุ่มน้อยนักเรียนทหารมากกว่าสตรีที่กำลังอยู่ในวัยสาวอย่างหล่อน

“คือ....”

เขาอ้ำอึ้งก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ

“ผมจะเข้าห้องน้ำนะฮะ แต่กระเป๋านี่มันหนักเกินไป”

เขาตบกระเป๋าสะพายสีดำที่วางอยู่บนตัก มองหน้าอีกฝ่ายอย่างขอความเห็นใจ

โทรี่พยักหน้า ยิ้มให้เด็กชายอย่างที่เคยยิ้มให้ใครๆ ที่ผ่านมา

“วางไว้ตรงนั้นแหละจะดูให้" 

คิ้วของเจ้าหนูขมวดเข้าหากันกับสำเสียงแปร่งๆ นั้น หากรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตของหญิงสาวทำให้เขา กล้าพอที่จะวางกระเป๋าสะพายสีดำไว้ที่นั่ง แล้วลุกขึ้นเดินไปยังท้ายขบวน

เวลาผ่านไปไม่นานนัก เด็กน้อยก็เดินหน้ามุ่ยกลับมา

“แย่จังฮะ มีป้าย  ห้ามใช้ห้องน้ำในขณะรถจอด  ติดอยู่ข้างใน ผมเลยไม่กล้าฝ่าฝืนกฏ” 

“หรือคะ”

 หล่อนสงสัย

 “อย่างว่าแหละฮะ ผมไม่เคยเห็นรถไฟออกตรงเวลาสักที”

“รออีกนิดนะคะ  ”

เด็กน้องเงยหน้าขึ้นมองติดใจในน้ำเสียงแปร่งๆ ของหล่อน

“พี่ชื่ออะไรฮะ”

คิ้วเข้มที่เหยียดตรงเลิกขึ้นอีกครั้ง อย่างนึกสนุก

“ทำไมหรือคะ”

เจ้าหนูเกาต้นคอแก้เขิน ท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มมากกว่าเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบอย่างที่เป็นอยู่

“อยากทราบไว้นะฮะ ถ้าเกิดเจอพี่อีกครั้ง ผมจะได้เรียกชื่อพี่ถูก”

                เพื่อนร่วมทางต่างวัยยิ้มกว้าง พร้อมกับเปลี่ยนท่านั่งเป็นนั่งพาดขาไว้บนที่นั่งอีกตัวในท่าสบายความรู้สึก คล้าย กับว่ากำลังคุยกับนักการเมืองพรรคไหนสักพรรค

“ ผมชื่อเหยี่ยวฮะ”

เขารายงานตัวเองก่อน พยายามเลียนแบบท่านั่งของหล่อน หากขาของเขาไม่ยาวพอที่จะไปพาดกับม้านั่งอีกตัว ได้

                 “ผมเป็นคนเชียงใหม่ และกำลังจะกลับบ้านฮะ”

ตาสีน้ำตาลสดใสของของหญิงสาวเป็นประกายวับ เด็กชายมองเพลินอย่างไม่เคยเห็นใครยิ้มด้วยนัยน์ตาได้สวยเหมือนหญิงสาวผู้นี้มาก่อน

“พี่ชื่อก้านทอง”

โทรี่บอกชื่อต้นที่เป็นภาษาไทยของตัวเองออกไป เพราะไม่อยากให้เด็กชายถามต่อว่า ทำไมหล่อนถึงชื่อโทรี่ และชื่อนั้นเป็นภาษาอะไร

“ หรือจะเรียกน้าก้านก็ดี เพราะน้าแก่เกินที่จะเป็นพี่ของเหยี่ยวได้”

 ถึงสำเนียงของหล่อนจะแปร่งห้วน ไม่ไพเราะเท่าที่ควร หากเด็กชายก็ไม่ติดใจสงสัย เพราะเขาติดใจใบหน้า เรียวๆกับยิ้มอันสดใสของหล่อนเข้าไปเสียแล้ว

“พี่อายุเท่าไหร่ฮะ”

 เขาหลุดปากถาม เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหุบยิ้ม หล่อนรู้สึกสมน้ำหน้าตัวเองที่มาเจอคำถามเด็ดของเด็กเข้า

“ยี่สิบหก ถามทำไมคะ” 

เด็กน้อยมองอย่างไม่เชื่อ หากเขาก็ไม่ได้พูดอะไร

“แล้วเหยี่ยวล่ะ”

“จะเก้าปี อีกสิบเดือนฮะ”

หญิงสาวหัวเราะชอบใจ 

“แล้วพ่อกับแม่ของเหยี่ยวอายุเท่าไหร่”

“ผมไม่มีแม่ฮะ มีแต่พ่อฮะ”

เด็กชายเล่าถึงผู้ให้กำเนิดด้วยสีหน้าผ่องใส ไม่มีความผิดปกติในน้ำเสียง

“พ่อของผมอีกหลายเดือนฮะ กว่าจะสามสิบห้า”

 หล่อนพยักหน้าทำเป็นเข้าใจ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วหล่อนเริ่มงงกับคำพูดที่วกวนของเขา แต่หล่อนก็ไม่ยอม ตามใจเด็กน้อยอยู่ดี 

                “ไม่เอา เรียกน้าดีกว่า เพราะยังไงพ่อของเหยี่ยวก็แก่กว่าน้าไม่กี่ปี”

“ทำไมพี่ถึงอยากแก่จังเลยฮะ”

เขาหยุดถาม เอียงหน้ามองหน้าเรียวๆ กับผมที่ยาวไม่ถึงสองเซ็นต์อย่างสงสัย แล้วปากบางสีสดก็ขยับพูดต่อ

“ผมไม่เห็นผู้หญิงคนไหนอยากให้ผมเรียกน้า เหมือนที่พี่อยากให้ผมเรียกสักคน”

โทรี่ยิ้มขบขัน

“หนูรู้จักผู้หญิงกี่คน”

“ก็..”

เจ้าหนูหยุดพูด มองหน้าอีกฝ่ายอย่างชั่งใจว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ แต่ความอยากมีมากกว่า 

“ หลายคนฮะ ส่วนมากเป็นสาวๆ ของพ่อทั้งนั้นเลย”

หล่อนหัวเราะพลางหดขาลงเปลี่ยนท่านั่งเป็นนั่งกอดอกพาดขาอีกข้างไว้บนหัวเข่า ตามองหน้าขาวๆ นั้นอย่าง อัศจรรย์ใจ

“พี่ยิ้มสวยนะฮะ ถ้าพ่อมาเห็นพี่ พ่อคงคิดเหมือนผม”

เขาโพล่งขึ้นอย่างใจคิด เป็นเหตุให้คนที่ถูกชมซึ่งๆ หน้าตีหน้าไม่ถูก

“จริงๆนะฮะ”

เจ้าหนูบอกย้ำหน้าตาจริงจัง

“ พ่อของผมต้องชอบพี่แน่เลยฮะ เพราะพ่อชอบคนสวย”

โทรี่โบกมือห้าม

“ พอๆ...พอแล้ว”

เด็กชายกลืนน้ำลาย ถามเสียงอ่อย

"ทำไมฮะ  พ่อผมหล่อมากนะฮะ"

“น้าเชื่อ”

หล่อนเออออ หากหล่อนยังดื้อดึงที่จะเรียกคำแทนตัวเองอย่างที่ใจอยากให้เขาเรียกมาแต่ต้น และไม่รู้ตัวว่า ได้ มาเจอคู่เหมือนของตัวเองเข้า เจ้าหนูยิ้มหน้าบานหูกาง

“พี่ไปหาพ่อกับผมไหมฮะ”

เพราะเขายังเด็กเลยถามออกไปอย่างที่ใจคิด คนที่ถูกชวนจึงไม่เก็บเอามาเป็นอารมณ์ หล่อนปล่อยให้เขาเป็น ฝ่ายคุย โดยมีหล่อนเป็นฝ่ายฟังมันสนุกกว่าการนั่งเหงาอยู่คนเดียวไปตลอดเส้นทาง…

ในที่สุดรถไฟก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีช้าๆ ทั้งสองหยุดสนทนาชั่วคราว เด็กชายลุกไปห้องน้ำ ส่วนหญิงสาว นั่งยิ้มขบขันตัวเอง อะไรทำให้หล่อนเปลี่ยนใจมาขึ้นรถไฟขบวนนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหล่อนบอกลุงว่า จะกลับ ฝรั่งเศส… แล้วนี่หล่อนจะไปไหน ไปทำอะไร เท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ก็มีเพียงเป้สะพายหลังกับกล้องถ่ายภาพและกล้อง ส่องทางไกลเท่านั้น นี่หากลุงบุญรู้ว่าหล่อนไม่ได้กลับบ้านอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นจะเกิดอะไรขึ้นก็สุดจะเดาได้

 รถไฟเร่งฝีจักรให้เร็วขึ้น ภาพข้างนอกเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นทุ่งนา และบ้านเรือนที่เห็นลิบๆ เด็กชายเดินกลับ มานั่งที่เดิม หล่อนส่งยิ้มให้เขา แล้วเขาก็ยิ้มสดใสตอบกลับมา มิตรภาพจึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เด็กน้อยงัดเกมกดออก ออกมาส่งให้หญิงสาว เพราะอยากแบ่งปันให้หล่อนได้เล่นบ้างโดยลืมนึกไปว่าวัยของหล่อนนั้นห่างไกลจากวัยของตัวเองไม่รู้สักกี่ปี

โทรี่ส่ายศีรษะพึมพำขอบคุณ ก่อนจะก้มลงค้นกระเป๋าสะพาย รื้อโน่นจับนี่เรื่อยๆ แล้วก็ดึงกล้องถ่ายภาพ ออกมาตรวจดูสภาพกล้องอย่างชำนาญมือ เหมือนบอกเด็กน้อยเป็นทางนัยว่า ‘คนโตเล่นกล้อง เด็กเล่นเกม’

แล้วเด็กชายก็วางเกมกดลงบนตัก หันไปสนใจกล้องในมือของอีกฝ่าย

“ พี่เป็นช่างภาพหรือฮะ”

 หัวไหล่ของหญิงสาวไหวน้อยๆ

“น้าชอบถ่ายภาพ”

 “จริงหรือฮะ”

เจ้าหนูถามน้ำเสียงตื่นเต้นจนเกินเหตุ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองไม่เข้าใจนักว่าเด็กชายตื่นเต้นอะไรนักหนา

“น้าชอบถ่ายภาพนก และกำลังเรียนเรื่องนกอยู่”

ปากบางสีสดของเด็กชายห่อเข้าหากัน พร้อมกับตาดำขลับเบิกโพลงขึ้น

“โอ้โฮ!..เยี่ยมเลยฮะ ผมก็ชอบนกฮะ”

 โทรี่วางกล้องไว้บนตัก  มองหน้าเล็กๆ ของเด็กชายอย่างไม่เชื่อถือ หากตาสีนิลที่เปล่งประกายออกมานั้นใส ซี่อบริสุทธิ์จนมิอาจมองเป็นอย่างอื่น

“จริงๆนะฮะ ผมเห็นนกที่สีลมเยอะแยะเลย”

เจ้าหนูบอกน้ำเสียงจริงจัง

หญิงสาวเจ้าของกล้องถ่ายภาพพยักหน้าเข้าใจเมื่อนึกถึงนกนางแอ่นบ้านที่มาหากินและเกาะตามต้นไม้หรือทำ รังในตึกแถวสีลม

“รู้จักสีลมด้วยหรือ”

“รู้ซิฮะ พ่อผมมีคอนโดที่นั่น”

                 โทรี่ผิวปากหวือกรอกตาขึ้นฟ้าล้อเลียน แล้วก้มลงเก็บกล้องถ่ายภาพและวัสดุอื่นๆ ลงกระเป๋าตามเดิมไม่เห็น รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมของอีกฝ่าย

 “พี่ก้านทองจะไปนครสวรรค์หรือฮะ”

เขาถามออกไปอย่างที่ใจคิด ทำให้คิ้วเข้มของคู่สนทนาขมวดมุ่น

“ทำไมหนูถึงคิดว่าน้าจะไปนครสวรรค์ล่ะคะ”

“ก็..”

เด็กน้อยหยุดคิด

“ถ้าพี่ชอบดูนก ก็ต้องไปนครสวรรค์ซิฮะ เพราะที่นั่นมีอุทยานนกน้ำออกใหญ่โต”

เขาตอบออกไปเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากโทรทัศน์หรืออ่านเจอในหนังสือ

ยิ้มน้อยๆ ผลุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่มของหญิงสาวอย่างพอใจ

“ใช่ไหมฮะ… พี่จะไปนครสวรรค์จริงๆ หรือเปล่าฮะ”

มือเรียวบางของหล่อนวางลงบนเข่าเล็กๆ ลูบไล้ไปมาอย่างปลอบประโลม

“เอาเถอะ ..ถึงจะเดาผิดก็ไม่เป็นไร เพราะน้าไม่มีที่ไปอยู่แล้ว”

“หมายความว่าไงฮะ ผมไม่เข้าใจ”

 เด็กชายงง

หล่อนหัวเราะ

“ก็หมายความว่า น้าจะไปนครสวรรค์อย่างที่เหยี่ยวแนะนำนะซิ”

                 เงียบไม่มีเสียงจากตอบกลับมา โทรี่คิดว่า เขาเบื่อที่จะคุย จึงหันหน้ามองหน้าต่างอีกครั้ง ภาพนอกหน้าต่างเป็น ทุ่งนากว้างกับต้นไม้เล็กใหญ่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งแลดูไม่ต่างกันกับอีกประเทศหนึ่งที่หล่อนเพิ่งจากมา เนิ่นนานแค่ไหน ไม่รู้ที่เพลิดเพลินกับความคิดของตัวเอง ไม่เห็นสายตาที่มองมาอย่างหลงไหลชื่นชมของพื่อนร่วมทางตัวจ้อย หาก หล่อนหันกลับไปมองเขาอีกสักนิด เรื่องราวต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น

 

 

ตอนที่๒

รถไฟชะลอความเร็วลงเมื่อถึงสถานีนครสวรรค์ โทรี่ก้มดูหน้าเหยี่ยวช่างพูดที่หมดฤทธิ์ลงด้วยความอ่อนเพลีย  ใจหนึ่งอยากปลุกให้ตื่นเพื่อเป็นการสั่งลา แต่อีกใจก็สงสาร จึงตัดสินใจดึงแผ่นภาพขนาดเล็กจากกระเป๋าวางลงบนตัก แล้วตัดใจก้าวลงจากรถไป

หล่อนแวะถามทางจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานี และได้ความว่า ต้องนั่งรถสองแถวเข้าไปในตัวเมืองพร้อมกับ แนะนำโรงแรมชั้นหนึ่งประจำจังหวัดให้แก่หล่อน และพอก้าวพ้นสถานีออกมา ก็เจอรถสองแถวสีเขียวคันเล็กจอดเรียง รายอยู่ หล่อนเลือกรถคันที่จอดอยู่ใกล้ที่สุด หากพอได้ที่นั่ง แล้วหันกลับไปมองที่สถานีรถไฟอีกครั้ง หัวใจของหล่อน แทบหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างเล็กๆ หอบกระเป๋าสะพายวิ่งตรงเข้ามา

“ จีซัส!”

หล่อนสบถ

เจ้าหนูหายใจหอบพร้อมกับส่งแผ่นภาพที่ถือติดมือมาด้วยให้อีกฝ่ายดู

“ พี่ลืมรูปนกไว้บนรถนะฮะ”

 โทรี่นิ่งเฉย มองหน้าขาวนั้นอย่างหวาดระแวง

“ไหนบอกว่าบ้านอยู่เชียงใหม่ แล้วมาทำอะไรที่นี่”

เด็กน้อยหลบตา ก้มมองเท้าตัวเอง

                “ ก็...พี่ก้านลืมของไว้บนรถนี่ฮะ ผมเลยเอาลงมาให้”

                เจ้าหนูหน้าเหี่ยวซีดคล้ายจะร้องไห้ แต่ยังปากแข็งไม่ยอมรับความจริง

                “เอาละเหยี่ยว..”

หล่อนโบกมือห้าม พยายามนึกหาคำพูดออกมาพูดอย่างยากเย็น

“บอกมาอย่างลูกผู้ชายดีกว่า” 

 เด็กน้อยเบะหน้า น้ำตาหยด

“ผมอยากไปกับพี่ก้าน ให้ผมไปด้วยนะฮะ”

โทรี่กัดฟันกรอด โกรธตัวเองที่ไม่เคยใจแข็งได้นาน หล่อนพยักหน้าให้เด็กชายนั่งลงข้างๆ อย่างคนตัดสินใจ อะไรถูก

สองแถวได้เวลาออกรถเมื่อมีผู้โดยสารเต็มที่นั่ง จากสถานีรถไฟวิ่งตรงจนไปถึงทางแยก เลี้ยวขวาขึ้นสะพานวิ่ง ตรงเข้าตัวเมือง โดยมีผู้โดยสารขึ้นลงเป็นระยะ  ผ่านวัด ผ่านโรงพยาบาล แล้ววิ่งเรื่อยๆ ผ่านเทศบาล ผ่านภูเขาลูกย่อมที่ อยู่ทางขาวมือลงไป วิ่งไกลจนเลยสี่แยก เลี้ยวซ้าอีกครั้งลางทางเล็กๆ ก็ถึงจุดหมาย

สารถีหนุ่มพาร่างอ้วนกลมเข้ามาหา

“ถึงแล้วครับ โรงแรมที่คุณบอก”

สารถีหนุ่มทางพาร่างอ้วนกลมเข้ามาหา พลางชี้มือให้ดูอาคารที่สร้างด้วยปูนสีขาวขุ่นอย่างสมัยใหม่ หลังคา ด้านหน้าตรงทางเข้าเป็นทรงสามเหลี่ยมแบบบ้านไทย

โทรี่มองตามมือที่เขาชี้บอก หล่อนส่งธนบัตรใบละร้อยให้แก่เขา พลางโบกมือให้เข้าใจว่าไม่ต้องการเงินทอน แล้วหล่อนก็คว้ามือเล็กๆ มาไว้ในอุ้งมือ เด็กน้อยแหงนหน้ามองหน้าเรียวๆ ยิ้มสดใส อย่างประจบ

“ หิวหรือเปล่า”

หล่อนถาม

“หิวฮะ”

 เขาตอบอย่างที่รู้สึก

“แต่ผมทนได้ฮะ พี่ก้านไม่ต้องห่วงหรอกฮะ”

 เขารีบร้อนบอก เพราะไม่อยากทำตัวเองเป็นภาระมากกว่าที่เป็นอยู่

หญิงสาวขยับปากจะพูดอะไรออกไป หากเสียงเล็กแหลมของพนักงานสาวท่าทางจัดจ้านก็ร้องขัดขึ้นก่อน

“ อุ้ยตาย! ...ลูกหรือคะ รูปหล่อจังเลย  คุณพ่อคงจะหล่อมากเลยซิคะ”

 คนที่ถูกโยนให้เป็นมารดาของเด็กชายตวัดตามอง คิ้วเรียวเข้มของหล่อนเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ มองอย่างไม่เข้า ใจว่า อะไรที่ทำให้ สตรีผู้นี้คิดว่า เด็กชายวัยขนาดนี้เป็นลูกชายของหล่อน  

“ขอบคุณฮะ”

เด็กชายเหยี่ยวยิ้มอวดฟันขาว

“ทุกคนว่าผมเหมือนพ่อฮะ แต่ผมก็รักแม่ของผมมากนะฮะ เป็นไงฮะ แม่ผมสวยไหมฮะ”

 คนถูกอ้างให้เป็นแม่อ้าปากหวอ มึนงงเหมือนถูกทุบหัวด้วยค้อนเหล็กหลายครั้งติดกัน อาการของหล่อนหนัก กว่าถูกพนักงานสาวท่ามากทึกทักมากกว่าหลายร้อยเท่า  เนิ่นนานกว่าจะทำใจให้เป็นปกติได้ เอกสารที่พนักงานสาว ช่างเจรจาเอามาให้กรอกอยู่ตรงหน้า หล่อนจึงก้มกรอกรายละเอียดส่วนตัวให้ทางโรงแรมไปโดยไม่ปริปากพูดอะไร ออกมาแม้แต่คำเดียว

“ขอบคุณค่ะ”

 พนักงานสาวคนเดิมรับเอกสารมาตรวจดู แล้วส่งกุญแจให้แก่หล่อน

“ชั้น5 ห้อง 501ค่ะ ขึ้นลิฟท์ทางขวามือนะคะ”

หล่อนแนะนำ หากปากยังอยากคุยต่อ

“ลูกชายของคุณหล่อมากนะคะ หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็น”

โทรี่คว้ากุญแจมาถือไว้ ไม่ยอมฟังพนักงานสาวพล่ามให้จบ หล่อนสาวเท้ายาวๆ เข้าลิฟท์ไปโดยไม่หันไปมอง บุตรชายสมอ้างเลยแม้แต่น้อย เจ้าหนูตัวต้นเรื่องหน้าเสีย ความกลัวความกล้าตีกันให้วุ่นไปหมด หากความอยากมีมากกว่าเขาเลยกล้าพอที่จะ เดินตามหล่อนไป

ประตูห้องพักถูกเปิดกว้าง ร่างโปร่งบางนั่งบนเตียงมองความเคลื่อนไหวของเด็กชายที่อ้างตัวว่าเป็นลูกด้วย สายตาที่พร้อมจะเอาเรื่องเต็มที่ ท่าเดินตัวลีบตาตกลงต่ำ แลดูคล้ายเหยี่ยวปีกหักชวนให้สงสาร เด็กน้อยเห็นหน้าของคน บนเตียงตึงเครียด ความเก่งก็กล้าจางหายไปหมด น้ำตาที่ยากนักจะไหลก็ไหลออกมาเป็นทางยาว ใจที่ไม่เคยแข็งอยู่แล้ว ของหญิงสาวปวดหนึบขึ้นมาเหมือนโดนบีบแรงเมื่อเห็นตาสวยคู่นั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา

โทรี่ถอนยาวก่อนจะวาดวงแขนออกไปโอบร่างเล็กเอาไว้แนบอก สัมผัสอันอ่อนโยนก่อให้เกิดความอ่อนแอ ร่างน้อยในอ้อมอกสั่นสะท้าน เจ้าของวงแขนอุ่นตกใจมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก พร่ำบ่นเป็นภาษาอะไรที่เจ้าหนูไม่เข้าใจ …เวลาผ่านไปชัวครู่ ร่างเล็กในอ้อมแขนก็หยุดสะอื้น

“ผมขอโทษฮะ ที่ทำความลำบากให้”

เด็กชายบอกเสียงแหบแห้งฟังดูน่าเวทนา

เจ้าของวงแขนไหวไหล่ พลางลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ แล้วกลับอีกครั้งพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กที่ชุบน้ำมาหมาดๆ

“รู้ใช่ไหมว่า โกหกไม่ดี”

 ปากสั่งสอน หากมือก็บรรจงเช็ดคราบน้ำตาออกจากตาคู่สวยให้อย่างเบามือ

เจ้าหนูพยักหน้างึกหงัก น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาอีกครั้ง

“ เอาละเหยี่ยว…”

 หล่อนโยนผ้าขนหนูลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง เหมือนตัดสินใจอะไรสักอย่าง

“เหยี่ยวบอกว่า เหยี่ยวไม่มีแม่ใช่ไหม”

 “ใช่ฮะ”

เด็กชายตอบ ทำหน้างง

หญิงสาวยิ้มปลอบใจตัวเอง

“น้าจะลองเป็นแม่ของเหยี่ยวดู และคิดว่าการเป็นแม่คนก็คงไม่ยาก”

“ ไม่ฮะ…ไม่อยากเลย”

 เจ้าหนูตอบเร็วเหมือนว่าเคยเป็นแม่มาก่อน

“ก็ดี...”

 หล่อนหันหน้าไปมองหน้าเล็กๆ ที่บัดนี้ไม่มีคราบน้ำตาเหลืออยู่ให้เห็น

“หวังว่า พ่อของเหยี่ยวคงไม่ไล่เตะออกมาเสียก่อนนะ”

เจ้าหนูส่ายหน้าเร็ว

“ ไม่ฮะ…รับรองได้ฮะ เพราะพ่อชอบคนสวย แม่ก้านทั้งสวยทั้งใจดี มีหรือฮะที่พ่อจะไม่ชอบ”

เด็กชายเรียกหล่อนแม่ได้เต็มปากอย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่ตีหน้าไม่ถูกนัก เพราะไม่ได้เตรียม ตัวเตรียมใจเอาไว้สำหรับเรื่องนี้ แล้วอยู่ๆ ต้องมารับบทแม่ ซึ่งแน่นนอนที่จะต้องได้เป็นอยู่แล้วสักวันหนึ่งหญิงสาว จึงไม่ปฏิเสธเด็กชายที่บังเอิญพลัดหลงเข้ามาให้รู้จัก มิตรภาพระหว่างวัยจึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย โดยลืมนึกถึงความจริงที่ว่า เด็กชายนั้นมีพ่อ พ่อที่กำลังรอการกลับไปของบุตรชายตัวน้อยอันเป็นสุดที่รัก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าหล่อนไม่ เคยสัมผัสถึงความห่วงหาอาทรจากบิดาอันแท้จริง หล่อนจึงไม่ทันคิดถึงผลเสียที่กำลังจะตามมา

“เล่าเรื่องของแม่ก้านให้ผมฟังได้ไหมฮะ”

เด็กน้อยดึงความคิดของอีกฝ่ายให้กลับมาที่เดิม

“ได้..”

หล่อนรับปากง่ายดาย แต่ก็มีเงื่อนไขมาต่อรอง

“เหยี่ยวต้องเล่าเรื่องของเหยี่ยวให้ฟังก่อน”

“ตอนนี้เลยนะฮะ”

เจ้าหนูรีบเสนอหน้าตาแดงก่ำด้วยความยินดี

โทรี่หัวเราะร่วน พลางโบกมือห้าม

“เอาไว้เล่าวันหลังเถอะ วันนี้ไปหาอะไรกินกันก่อน แต่เอ๊ะ!…”

หล่อนหยุดพูด มองหน้าขาวๆ แก้มแดงเรื่อด้วยวัยอันสดใส พลางเลียริมฝีปากคล้ายหิวจัด

“หรือจะจับเหยี่ยวมาย่างกินแทนข้าวดีฮึ… เนื้อขาวๆ อย่างนี้ คงทั้งนุ่มทั้งหวาน”

เหยี่ยวตัวน้อยหน้าซีดปากสั่น

“ แม่ก้านพูดเล่นหรือเปล่าฮะ”

“เหยี่ยวจะลองดูก็ได้นะ”

หล่อนทำท่าขู่

เด็กน้อยกระโดดผึงไปถึงประตูห้อง

“ไม่ดีกว่าฮะ ไปทานข้าวเถอะฮะ ผมเองก็รู้สึกหิวเหมือนกัน”

                 โทรี่หัวเราะลั่นกับท่ากลัวอย่างลนลานของเด็กน้อย แล้วรีบโบกมือห้าม

“เอาเถอะ...ไม่ต้องกลัว ถ้าลูกเหยี่ยวเป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่เหยี่ยวมีอะไรก็พูดกันตรงๆ แม่เหยี่ยวก็สัญญาว่า จะไม่ จับลูกเหยี่ยวกินเป็นอาหาร ตกลงไหม”

“ฮะ… ลูกเหยี่ยวให้สัญญาฮะ”

 เด็กชายรีบรับปากอย่างแข็งขัน

                “ดีมาก”

หล่อนดีดตัวขึ้นยืน ฉุดมือเล็กๆ ให้ลุกขึ้นตาม เจ้าหนูผู้พลัดหลงมาให้หญิงสาวได้รู้จักร้องเพลงออกมาอย่าง อย่างเป็นสุขใจ…

อาหารค่ำจบลงด้วยอาหารตามสั่งง่ายๆ ที่ตั้งอยู่เรียงรายบนบาทวิถีในตลาด จากนั้นก็ว่าจ้างสามล้อถีบให้พาชน รอบเมือง ค่ำคืนของวันที่กำลังเข้าสู่ต้นฤดูฝน อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย ท้องฟ้าในคืนนี้มืดสนิท ไฟฟ้าจากตึกอาคารที่ พักอาศัยก็สว่างจ้าขับไล่ความมืดแห่งราตรีกาลออกไปไม่ให้มาเยือน

หญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะหลังสามล้อถีบพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

“ดึกแล้ว…กลับโรงแรมกันเถอะ”

 หล่อนบอกเจ้าของร่างที่นั่งแนบชิดอยู่ในที่นั่งแคบๆ ให้รับรู้ แล้วร้องบอกให้สารถีวัยดึกให้หยุดรถ

“กลับซิฮะ”

 เจ้าหนูขยับตัวเตรียมพร้อมลงจากรถอย่างว่าง่าย

โทรี่จ่ายค่าโดยสารมากกว่าราคาที่ตกลงเอาไว้ แล้วพาเด็กชายข้ามถนนไปยังฝั่งตรงกันข้ามที่มีสองแถวเล็กจอด อยู่ คนบนรถเบียดกันแน่นขนัด  หากพอรถวิ่งมาถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด ผู้โดยคนอื่นๆ ต่างก็ทยอยลงรถกันเกือบ หมด เหลือเพียงชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่บนเบาะตรงข้าม เขาส่งยิ้มให้หล่อนอย่างเป็นมิตร และเขาก็ไม่ผิดหวังเลยที่เห็น หล่อนยิ้มตอบกลับมา

เด็กน้อยตาโตสอดแขนกอดเอวบางของหญิงสาวคนที่อยากได้มาเป็นแม่อย่างหวงแหน

ชายหนุ่มยิ้มขัน คิดในใจว่า

‘ท่าจะหวงพี่สาว’

เด็กชายรู้เท่าทัน จึงรีบกันท่าเอาไว้ก่อน

“แม่ฮะ…อีกนานไหมฮะ กว่าจะถึงโรงแรม”

หนุ่มแปลกหน้าสะดุ้ง เหลือบดูหน้าเนียนของคนที่เด็กชายเรียกแม่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ไม่นานหรอก ถ้าเหยี่ยวง่วง ก็นอนหนุนตักแม่ก้านได้”

สำเนียงการพูดจาของหล่อนห้วนแปร่ง ทำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าสนใจหล่อนมากขึ้น

“ฮะง่วง แต่ไม่เป็นไรฮะ ผมทนได้”

เจ้าหนูทำเสียงอ้อน พลางตวัดตาอันขุ่นขวางไปให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

โทรี่มองเห็น หล่อนยิ้มน้อยๆ แล้วหันหน้าออกไปมองภูเขาลูกย่อมที่มองเห็นเมื่อยามบ่าย

 “เขากบครับ”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามร้องบอก เพราะมองออกว่าบุคคลทั้งสองไม่ใช่คนท้องถิ่นเดียวกันกับเขา

“ ถ้าคุณขึ้นไปข้างบน คุณจะมองเห็นทิวทัศน์ของนครสวรรค์ได้ทั่วถึง และสวยงามมากครับ”

“หรือคะ แล้วไปยังไงคะ”

 หล่อนถามอย่างสนใจ

“มีรถขึ้นไปครับ อย่างรถสองแถวนี่ก็ขึ้นได้ ถ้าเหมาก็คงไม่เกินห้าสิบบาท”

“ แม่ก้านจะขึ้นเขาวันนี้หรือฮะ”

 เจ้าหนูรีบโพลงขึ้น เรื่องมารยาทนั้นเก็บเอาไว้ก่อน

มารดาจำเป็นส่ายหน้าน้อยๆ อย่างใจเย็น

“เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่าค่ะ…และถ้าเป็นไปได้ เราต้องหารถให้ได้สักคันก่อน”

                 “ใครจะขับรถให้หรือฮะ”

                หนูน้อยยังหวาดระแวง    

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ

“ ก็แม่ก้านซิคะ”

เด็กชายเหยี่ยวนิ่งเงียบ คิ้วขมวดเข้าหากันท่าทางครุ่นคิด มารดาจำเป็นของเขาหันไปยิ้มให้กับชายหนุ่มและเผื่อ แผ่ไปให้แสงไฟที่ส่องแสงเจิดจ้าตลอดสองข้างทาง

ตอนต่อไป

 

หน้าแรก || เรื่องยาวทั่วไปหลายตอนจบ || นิยายวิทยาศาสตร์ || บทความพิเศษ || เรื่องเขาเล่ามา

Copyright © 2001 by Kritapak Boonteekul. All rights reserved. No part of the contents of this website may be reproduced or transmitted in any form or by any means without the written permission of the owner.